ดูดวงไพ่ยิปซี 12 ราศี ประจำวันที่ 21-27 ตุลาคม 2556 ภาคต่อ3

          ธุรกิจ การงาน Nine of Swords มีเรื่องกลุ้ม มีเหตุให้กลุ้มอกกลุ้มใจอย่างหนักเกี่ยวข้องกับเรื่องงาน ไม่สบายใจ ไมเกรนกำเริบ อ้อ แต่สภาวะอาจปกติดีทุกอย่าง ยกเว้นใจคุณ

 

          คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Five of Cups ไม่ว่าคุณจะคิดหรือทำอะไรบ้างที่อยู่ในระยะนี้ เผื่อใจไว้หน่อย จะมีเรื่องผิดหวัง

 

          คำแนะนำพิเศษ Ten of Swords คุณอาจเจอคราวเคราะห์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ทำใจยอมรับและตั้งสติไว้ให้มั่น แม้อาจไม่ช่วยแก้ไขในสภาพการณ์ แต่ก็จะพยุงจิตใจไม่ให้มืดมนมากเกินไป

  

  ราศีเมถุน Gemini (14 มิ.ย. – 14 กรกฎาคม)

 

          เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Two of Pentacles แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบพลิกแพลงรายวัน ช่วงจับแพะชนแกะ เจอเรื่องยุ่ง ๆ หัวหมุน แต่คุณก็เลี่ยงไม่ได้ ทางเลือกคือ จะเป็นข้างควบคุมสภาพการณ์ หรือให้สภาพการณ์ควบคุมคุณ

 

          ความรัก ความเกี่ยวพัน Knight of Cups คุณอาจจะมีความรักใหม่อีกรอบ หรือมีใคร เผ่านาในชีวิต ความเกี่ยวข้องในแฟนคู่ครอง ถือว่าราบรื่น ไปช้า ๆ แต่มั่นคง

 

          สภาพการณ์การเงิน Nine of Wands มีผลประโยชน์บางสิ่งที่ไม่อยากสูญเสียหรือแบ่งใคร บางครั้งไพ่ก็แสดงถึงความไม่พอใจในสภาวะที่เป็นอยู่ แต่ก็ยากในการทำตามใจคิด

 

          ธุรกิจ การงาน King of Swords การต่อสู้แข่งขัน จำเป็นต้องวางแนวทางให้ดีมาก ๆ มีปัญหาหนัก ๆ เผ่านา หัวหน้าเจ้านายให้ความสนใจเพ่งเล็งคุณเป็นพิเศษ  ได้เจอคู่ต่อสู้ที่แข็งกร้าว ซึ่งอาจทัดเทียมหรือเหนือกว่า

 

          คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The Emperor การต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกัน ความเกี่ยวข้องกับคนที่มีอำนาจในการควบคุม การใช้อำนาจในรูปแบบต่าง ๆ

 

          คำแนะนำพิเศษ Knight of Wands สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จากเส้นทางใหม่ ๆ  รักษาไฟฝันของคุณไว้ให้ดี

 

   ราศีกรกฎ Cancer (15 กรกฎาคม – 16 ส.ค.) 

 

          เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ The Hermit เวลาครุ่นคิดเดียวกับตัวเองอย่างลึกซึ้ง (และหมกมุ่นในที) เป็นตอนจำเป็นต้องเก็บตัวทำงานหนัก หรือเกี่ยวข้องกับงานวิเคราะห์วิจัย ต้องใช้สมาธิอย่างจริงจัง

 

 

          ความรัก ความเกี่ยวเนื่อง The High Priestess อาจตกในสภาวะลำบากใจ เป็นคนรักที่ซ่อนเร้น หรือเป็นคนซ่อนผู้อื่นเสียเอง จิตใจอ่อนไหวเป็นพิเศษในระยะนี้ มีความในใจที่ไม่เปิดเผย เป็นไพ่ของสมองและอารมณ์ ซึ่งคุณต้องจัดสมดุลมันให้ได้

Continue Reading

ตะวันยอแสง 4

ศักดิ์ระพีออกไปเที่ยวกับพร้อมมิตร ใช้ให้ยอแสงกับเอี้ยงอยู่เฝ้าบ้าน อินตากับไอ้โหด แหกคุกหนีมาหลบอยู่บ้านศักดิ์ระพี หวังจับตัวยอแสงเป็นตัวประกัน ยอแสงเห็นอินตาไม่ถนัดนัก เพราะถูกจับในความมืด อินตารู้ว่ายอแสงคือตะวัน จึงคัดค้านไม่ให้ไอ้โหดเอาตัวตะวันไป ไอ้โหดไม่ยอม อินตาจำต้องฆ่าไอ้โหดเพื่อให้ปกป้องยอแสง หรือ ตะวันบุตรสาวของเขา

ศักดิ์ระพีขอบคุณอินตาที่ช่วยยอแสง อินตาหลอกว่าชื่ออิน แต่ไม่ยอมบอกความจริงอะไร เพราะอยากให้ยอแสงได้อยู่อย่างสบาย ศักดิ์ระพีสัญญาว่า หากอินตาพ้นโทษกลับมาอีกที เขายินดีช่วยเหลืออินตาทุกอย่างยอแสงเคยดูแลคุณใหญ่ เมื่อครั้งมาหาศักดิ์ระพี พอยอแสงไม่สบาย คุณใหญ่จึงมาอยู่ดูแลยอแสงบ้าง ทำให้ยอแสงซาบซึ้งในความกรุณาและความอบอุ่นที่คุณใหญ่มีให้

ศักดิ์ระพีจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงฝากฝังยอแสง กับ เอี้ยง ไว้กับคุณใหญ่ คุณใหญ่เต็มใจรับฝาก เพราะอยากได้ยอแสงมาอยู่ด้วย คุณใหญ่เกลี้ยกล่อมจนยอแสงยอมมาอยู่ด้วยในที่สุด วันเดินทางของศักดิ์ระพีมาถึง พร้อมมิตรร้องไห้ และรับสารภาพความในใจกับศักดิ์ระพีวันนั้น ว่าคุณรักเขามานานแล้ว แต่ศักดิ์ระพี ไม่ได้ตอบรับความรู้สึกพร้อมมิตร เพราะในใจเขามียอแสงอยู่แล้ว ศักดิ์รพีกับยอแสง จึงจากกันด้วยความเศร้า เมื่อเผ่านาอยู่ในคฤหาสน์เรือนแพ ยอแสงกับนพดล ถูกนเรนทร์ พร้อมมิตร จิตรใส กลั่นแกล้งสารพัด โดยมีพริ้มเพราเป็นคนให้ท้าย แต่ทั้งคู่ก็พยายามอดทน เพราะเห็นแก่ความดีงามของคุณใหญ่

จิตรใสและนเรนทร์ ยังคงเรียนซ้ำชั้นอยู่ระดับมัธยม เอี้ยงหรือนพดล สอบเข้านายร้อยตำรวจได้ ส่วนตะวันเรียนอักษรศาสตร์ หวังสอบเข้าคุรุศาสตร์ จบมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ

ศักดิ์ระพีส่งชุดนอนสีชมพูกับจดหมาย เป็นของขวัญให้ยอแสง จนพร้อมมิตรแอบเอามีดกรีดชุดนอนของยอแสงทิ้ง และขโมยจดหมายของศักดิ์ระพีไปทำลาย ทำให้ยอแสงน้อยใจคิดว่าศักดิ์รพีไม่เคยนึกถึงตนเอง ยอแสง กับเพื่อให้นรักชื่อ ใจบุญ ไปเดินซื้อของด้วยกัน เจอกับนพดล และธาดาโดยบังเอิญ ทั้งสี่นั่งพูดคุยกัน จนรู้ว่าธาดาใกล้จะเรียนจบแพทย์แล้ว เขาพูดความรู้สึกในใจเป็นนัยกับยอแสง แต่ยอแสงไม่ได้สนใจ

อินตาตามเฝ้าดูพริ้มและซ้อน จึงรู้ว่าพริ้มจับตัวสายไป แล้วอินตาก็ไปช่วยสายออกมาจนได้ นเรนทร์พูดจาดูถูกคนเรือจน ๆ อย่างอินตา โดยที่ไม่รู้ว่าอินตาคือพ่อของตน จนอินตา ต้องรีบหนีไป เพราะกลัวพริ้มจำหน้าเขาได้ นเรนทร์ พร้อมมิต จิตรใส รวมหัวกันแกลังตะวัน พอตะวันไปเอาคืน ทุกคนก็โกรธตะวัน ตะวันเอาไม้เรียว มาให้คุณใหญ่เฆี่ยน เพราะรู้สึกตัวว่าผิด พริ้มได้ที เป็นคนเฆี่ยนเสียเองจนไม้หัก ใหญ่สงสารตะวัน แต่พูดไม่ออก ตะวันบอกจะอดทนเพื่อให้รอเล็กกลับมา ใหญ่มาเยี่ยมตะวันที่เรือนแพ ด้วยความสงสาร

พร้อมมิตรเขียนจดหมายหาเล็ก ใส่ความว่าตะวันมีชายหนุ่ม มารุมจีบ จนทำให้เล็กเริ่มเครียด ส่วนเอี้ยงก็เห็นอกเห็นใจบุญเขียนจดหมายหาเล็ก รู้ว่าใจบุญแอบรักเล็ก ซึ่งตนเองไม่อาจเทียบกับอาเล็กได้ นึกน้อยใจ บอกจะไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวใจบุญอีก

Continue Reading

ครั้งนั้นไม่ลืม

เรื่องราวของ “ปม” ที่เป็นจุดเริ่มของประสบการณ์ ความทรงจำ ที่มีความหมายไม่อาจลืมเลือนได้ของเด็กมัยธมเกิดขึ้นในกิจกรรมวัน “ศิษย์-ลูก” ของโรงเรียนมัธยมไตรมาลีศึกษา เป็นวันประชุมพบปะระหว่างผู้ปกครองและครูของเด็กนักเรียนมัธยมปีที่ ม.6 ก โดยมีครูที่ปรึกษาคือ ครูไพรัช และเหล่าผู้ปกครองของเด็กนักเรียน เช่น สันตินายทหารชั้นผู้ใหญ่พ่อของ “พอร์ช” ณัฐฐาน้าสาวของ “น้ำอุ่น” แม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ซึ่งพาลูกชาย”อะตอม”มางานประชุมด้วย นุชนารถแม่ของ “อิฐ” คนที่มีความเป็นลบค่อนข้างสูง ชัยวุฒิและโชติกาพ่อแม่จอมโอ้อวดของ “ข้าวฟ่าง” คนที่คุยอวดในเรื่องของตนจนเกินจริง ก้องเกียรติพ่อของ “มาร์ค” คนที่มีความคาดหวังในตัวของลูกชายสูง ฯลฯ ร่วมประชุม ผู้ปกครองของแต่ละคนต่างพูดคุยถึงพฤติกรรมของลูกตนเองที่พวกเขารู้จักและอยากให้ผู้อื่นรับรู้

พอร์ช อิฐและน้ำอุ่น เพื่อให้นสนิทตั้งแต่สมัยมัธยมต้น พอร์ชและน้ำอุ่นเป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าห้องที่ความสนิทสนมจนเหมือนเป็นแฟนกันและเพื่อให้นๆก็ยกให้เป็นคู่จิ้นของห้อง มาร์คชายหนุ่มนักกีฬาที่ใส่ใจกับการเรียนและการซ้อมมากกว่าเรื่องอื่นๆรอบตัว ข้าวฟ่างเด็กสาวธรรมดาที่ไม่ค่อยมีเพื่อให้นนอกจากน้ำอุ่นเป็นเป้าหมายการกลั่นแกล้งของแก๊งนางฟ้า กลุ่มสาวเชียร์ลีดเดอร์ซึ่งมีเกรซเป็นหัวหน้าแก๊งอยู่เป็นประจำ น้ำอุ่นทำงานพิเศษที่ร้านเบอร์เกอร์คิงเป็นประจำทุกวันเพื่อให้ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน เพราะเหตุว่าน้าสาวต้องแบกภาระเลี้ยงดูอะตอม ยาย และตัวคุณเองภายหลังที่พ่อและแม่เสียชีวิตไปแล้ว น้ำอุ่นเป็นคนขยันและมองโลกในแง่ดี มีอัธยาศัยดี จึงเป็นที่รักของเพื่อให้นร่วมงานในร้านทุกคน ข้าวฟ่างคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อให้นชอบมานั่งที่ร้านเพื่อให้คุยกับน้ำอุ่นและเล่น Facebook หรือ Line เป็นประจำโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง พอร์ช ชายหนุ่มน้อยหน้าตาดีที่กำลังก้าวสู่แวดวงเบิกบานที่ต้องพบเจอเรื่องราวที่ไม่เคยคิดว่าต้องเจอ อิฐ คนที่รักในดนตรีแต่ต้องทนอยู่กับปัญหาภายในบ้านที่ต้องหาทางออกในทางที่ผิดและได้รับการช่วยเหลือจากสีน้ำให้กลับมาใช้ชีวิตได้ดังเดิม แต่เรื่องราวมันจะดำเนินต่อไปด้วยซับซ้อนที่เพิ่มมากขึ้นจาก “ปม” ที่เกิดจากภูมิหลังของครอบครัว นิสัย สิ่งแวดล้อม อารมณ์ ความรู้สึก ความเกี่ยวเนื่องระหว่างเพื่อให้นที่ถูกปิดจะค่อยๆถูกคลายปมและสิ่งที่ฝังใจของพวกเค้าตลอดไป

Continue Reading

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหัวใจฟรุ้งฟริ้ง

เรื่องราวการเอาตัวให้รอดของ “มุลิลา” แม่เลี้ยงเดี่ยวลูกหนึ่งที่ขังตัวเองไว้กับอดีตอันเจ็บปวดและความกลัวต่อความรักและการใช้ชีวิตครอบครัว แต่เมื่อความรักที่แสนจะบริสุทธิ์ใจเผ่านาเคาะประตูหัวใจอีกที แถมยังมีมาให้เลือกตั้งสองคน แล้วไหนจะอดีตสามีเก่าที่กลับตัวกลับใจและกลับมาขอโอกาสอีกรอบ….คุณจะกล้าเปิดใจให้โอกาสตัวเองอีกรอบไหม ไม่มีใครให้คำตอบได้…นอกจากตัวคุณเอง

มุลิลา หรือ มู่ลี่ ต้องฉลองปีใหม่ในวัย 30 ปี พร้อมกับคำว่า “ซวย” โดยไม่ทันตั้งตัว มุลิลาเพิ่งจะสมุทราะ กับเจ้านายขั้นร้ายแรง และประกาศลาออกจากการเป็นข้างการตลาดของบริษัทเอเจนซี่ชั้นนำ ซ้ำร้ายเมื่อมาถึงบ้านกลับพบภาพ พงศ์พิสุทธิ์ สามีจอมเจ้ายก้กำลังแสดงบทอัศจรรย์กับหญิงแปลกหน้า บนเตียงนอนในห้องนอนของคุณ!!!!

นัดแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม และหลายๆ ครั้งที่ผ่านมามุลิลายังทนได้ แต่ครั้งที่เจ็ดคราวนี้!!!! คุณจะไม่ทน มันร้ายแรง ทั้งเจ็บใจและอับอายที่ศักดิ์ศรีของเมียผู้ภักดีถูกเหยียบย่ำ เตียงนอนแห่งรักต้นกำเนิด น้องปลื้ม ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคือที่ดินศักดิ์สิทธิ์ มันไม่ใช่เตียงสาธารณะที่ไว้ให้ใครมาปลดปล่อยความร่าน!!!

มุลิลาปราดเข้าไปอาละวาด ภาพแห่งความขมขื่นไหลบ่าเผ่านาในความทรงจำของมุลิลา ตลอดระยะเวลา 6 ปีของการครองคู่ชีวิต ศักดิ์ศรีของการเป็นภริยาด้วยใจรักภักดีถูกเหยียบย่ำอย่างแสนสาหัส พงศ์พิสุทธิ์ประพฤติตัวเป็นสามี….จอมเจ้ายก้ เที่ยวหัวราน้ำ กลับบ้านบ้างไม่กลับบ้าง ไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว อุ้มลูกแทบจะนับครั้งได้ ไม่เคยถามไถ่เรื่องเงิน เอาตัวรอดตามลำพัง ชนิดหาเองใช้เอง พอไม่มีเงินก็ไปแบมือขอ บริสุทธิ์ ผู้เป็นแม่เจ้าของธุรกิจจิลเวอรี่ ที่ไม่เคยสั่งสอนลูกชายให้รู้จักคำว่า “หัวหน้าครอบครัวที่ดี” อะไรที่เป็นความสุขของลูกชายนางไม่เคยขัด แม้แต่การที่ต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่มีแต่ตัวอย่างมุลิลา บริสุทธิ์ก็ไม่ขัด เพราะรู้ดีว่าลูกชายแค่หลง ไม่ใช่รักจริง บริสุทธิ์รู้จักนิสัยลูกชายดีมากยิ่งกว่าใคร พงศ์พิสุทธิ์ไม่เคยรักใครนอกจากตัวเอง…และอีกไม่นานก็ต้องเลิกรา!!

แต่ที่สำคัญ….เพราะมุลิลาท้องก่อนแต่ง!!!!ขืนไม่ให้แต่งมีหวัง บุปผา แม่ของมุลิลาต้องตามอาละวาดและประจานไม่เลิกแน่ๆ!!!

คุณยอมให้ลูกชายให้แต่งได้โดยไม่กลัวว่าหญิงคนไหนจะมาสูบเงิน เพราะยังไม่มีสมบัติชิ้นไหนเป็นของพงศ์พิสุทธิ์ แม้แต่ชิ้นเดียว!!! บริสุทธิ์จึงทำตัวเป็นแม่สามีในตำนานตั้งแต่วันแรกที่มุลิลาเหยียบเข้าบ้าน แต่เพราะคำว่า “รัก” ที่มีต่อพงศ์พิสุทธิ์ และเพื่อให้ลูกในท้อง….ทำให้คุณอดทน ต้องบอกว่าอดทนชนิดฝืนตัวตนสุดติ่ง!!!!

แต่แล้วพงศ์พิสุทธิ์ก็กลายร่างเป็นฝันร้ายให้มุลิลาในที่สุด!!!!
แต่จะไปโทษใครได้ล่ะถ้าไม่ใช่เพราะตัวคุณเองแท้ๆ ที่อ่านกมลสันดานผู้ชายไม่ออกเองตั้งแต่ต้น ทั้งๆ ที่ ต้องตา เพื่อให้นสนิทของมุลิลาพยายามจะเตือนแล้วเตือนอีกแต่ความรักและความหลง บวกกับความอ่อนด้อยประสบการณ์ มุลิลาจึงถลำลงหลุมไปอย่างถอนตัวไปขึ้น พงศ์พิสุทธิ์คือรักแรกในชีวิต แน่ๆ! มันย่อมมีมนต์ขลังและศักดิ์สิทธิ์กว่าคำเตือนของเพื่อให้นสนิทผู้แสนดี!!!

มุลิลาอุตส่าห์อดทนประคับประคองชีวิตคู่ ไม่เล่าให้ใครฟังสักแอะ แม้กระทั่งบุปผาแม่ของคุณเอง คนที่หลงใหลได้ปลื้มกับลูกเขยที่มีแต่เปลือกโดยไม่รู้ธาตุแท้ เมื่อมุลิลาเป็นคนเลือกสามีคนนี้เองก็ต้องรับผิดชอบ การตัดสินใจ บวกกับความรักลูก อยากให้ลูกมีครบทั้งพ่อทั้งแม่เป็นครอบครัวที่อบอุ่น และนี่คือเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้มุลิลา พยายามรักษาชีวิตครอบครัวเอาไว้

แต่คืนนั้น! คืนที่คุณพบว่าเตียงนอนอันแสนศักดิ์สิทธิ์ที่คุณหวงนักหวงหนา ถูกแบ่งปันโดยหญิงที่ไม่พึง ประสงค์ ความอดทนที่เก็บมานานถูกระเบิดใส่หญิงชั่วชายโฉด มุลิลาอาละวาดจนบ้านพัง เฟอร์นิเจอร์ยับเยิน ไม่มีชิ้นดี ชีวิตการแต่งงาน 6 ปีสิ้นสุดลง!!!

มุลิลาประกาศหย่า และพาน้องปลื้มลูกชายหนึ่งเดียววัย 6 ขวบออกจากบ้าน โดยไม่เรียกร้องค่าเลี้ยงดูหรือสมบัติใดๆก็ตาทั้งสิ้น!! ขอเพียงนับแต่นี้อย่าได้เจอหน้ากันอีก แม้ตายก็ไม่เผาผี มีเพียง “บุญช่วย” รถยนต์ป้ายแดงคันเล็กที่พึ่งจะถอยออกมาสดๆ ร้อนๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของคุณเอง และนี่คือวการฉลองวันปีใหม่ด้วยการออกจากงานและเลิกกับสามีในวันเดียวกัน!! พร้อมกับตำแหน่งใหม่ในชีวิต “แม่เลี้ยงเดี่ยว”

3 ชีวิต…มุลิลา น้องปลื้มและบุญช่วย พากันมุ่งหน้าไปบนเส้นทางชีวิตเส้นใหม่ที่ไม่รู้จุดหมาย รู้เพียงว่า…คุณต้องนำพาชีวิตทั้ง 3 ให้รอด!!! และต้องไม่ให้บุปผารู้เรื่องนี้เด็ดขาด จนกว่าคุณจะจัดการชีวิตนี้ ให้พอดีเสียก่อนในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวเพราะไม่อย่างนั้นบุปผาก็จะเป็นเหมือนระเบิดไดนาไมต์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง แล้วชีวิตของคุณและลูกก็จะยิ่งจัดการได้ยากลำบากขึ้นอย่างแน่ๆ

มุลิลาตัดสินใจเช่าคอนโดของอดีตเพื่อให้นร่วมงาน ซึ่งอยู่ใกล้โรงเรียนน้องปลื้ม และเดินหน้าหางานทำใหม่

โดยมีต้องตา เพื่อให้นสนิทคอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ ต้องตากำลังคบอยู่กับ พี่ยักษ์ สถาปนิกรุ่นพี่มหาวิทยาลัย ที่คบกันมานานแต่ยังไม่ ตกลงใจจะแต่งงาน เพราะทั้งคู่ต่างตกลงกันว่าจะขอดูใจให้ชัวร์กันก่อนมากที่สุดว่าจะอยู่ด้วยกันได้จริงๆ หรือเปล่า เนื่องจากว่าทั้งสองไม่อยากแต่งแล้วต้องหย่าจากกันเหมือนหลายๆ คู่ รวมทั้งคู่ของมุลิลาด้วย!!!!

ต้องตาช่วยประคับประคองหัวใจมุลิลาที่พยายามจะเข้มแข็งและเก็บซ่อนความเศร้าใจเอาไว้ไม่ให้น้อง

ปลื้มเห็น น้ำตาของคุณแห้งเหือดหายไม่ไหลออกมาจากตาหลายปีแล้ว เพราะความชินชา จากความเหนื่อยล้า ของชีวิตคู่อันบัดซบที่ถาโถมเผ่านา แต่มุลิลาก็ยังแสร้งร่าเริงลั้ลลาทำตัวเป็นปกติทุกครั้งที่อยู่กับลูก คุณพยายามมีวุฒิภาวะอย่างที่สุด เพื่อให้ทำให้น้องปลื้มเข้าใจและยอมรับว่า ต่อไปนี้พวกเขาจะอยู่กันสองคนโดยไม่มีพ่ออยู่ด้วยอีกต่อไป มุลิลาเบาใจที่เห็นน้องปลื้มยังมีท่าทีปกติ แถมยังกอดและปลอบใจแม่อีกด้วย โถ…ช่างเป็นอภิชาตบุตร มาเกิดจริงๆ!!!!

มุลิลาปักธงให้คำมั่นกับตัวเองว่าต่อไปนี้จะทุ่มเทความรักและอุทิศทั้งหมดของชีวิตให้กับลูกชาย น้องปลื้มต้องเติบโตเป็นผู้ชายที่รับผิดชอบ ให้เกียรติผู้หญิง ไม่เจ้ายก้ สรุปคือเป็นทุกอย่างที่ตรงผ่านกับพ่อ ของตน โชคยังดีที่มุลิลายังมีสติอยู่บ้าง ไม่ด่าพ่อให้ลูกฟัง เพราะไม่อยากสร้างเวรสร้างกรรมเพิ่มกับ พงศ์พิสุทธิ์อีก แต่ใช่ว่าเวรกรรมระหว่างมุลิลากับพงศ์พิสุทธิ์จะหมดแต่เพียงเท่านั้น!!!!

พงศ์พิสุทธิ์เผ่านาขู่ว่าจะเอาลูกกลับมาดูแลหากคุณไม่สามารถหางานและเลี้ยงดูลูกให้บริบูรณ์มั่นคงได้ภายในเวลา 3 เดือน ตามคำสั่งของบริสุทธิ์ อดีตแม่สามีที่ไม่อยากได้ลูกสะใภ้แต่อยากได้หลาน มุลิลาจะยอมแพ้…แล้วปล่อยลูกให้สามีเก่าดูแล หรือจะฮึดสู้ ประกาศศักดาแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวบนสมรภูมิชีวิตกลางกรุง…ดำเนินการนี้มีลูกเป็นพนัน!

Continue Reading

แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง 14-18 กุมภาพันธ์ 2554

ลองโยรู้เรื่องราวบาดหมางระหว่างแชซังกุงและซอจังกึม นางพูดกับกึมยองว่าจะหาวิธีเล่นงานซอจังกึมจนอยู่ในวังหลวงอีกต่อไปไม่ได้ นึกไม่ถึงกึมยองกลับไม่ได้เห็นด้วยหรือคัดค้านอะไร   มินซังกุง,ชางยา,ซอจังกึมและเยินเซ็งสังสรรค์กัน มินซังกุงรู้ว่าเยินเซ็งได้เข้าเฝ้าพระเจ้าจุงจง แต่กลับไม่กล้าเงยหน้าให้พระองค์ทอดพระเนตร ดังนั้นจึงพานางไปสอนวิธีเอาพระทัยพระเจ้าจุงจง เพื่อให้ให้พระองค์ทรงโปรดปรานนาง

                        คืนเดียวกันนั้นเอง พระเจ้าจุงจงเสด็จมาหาเยินเซ็ง แม้ว่าเยินเซ็งจะมีอาการเคอะเขิน ขณะที่ถวายการปรนนิบัติพระเจ้าจุงจง แต่พระเจ้าจุงจงกลับทรงมีความความคิดว่ามีเยินเซ็งสวยนับเป็นอีกทีหนึ่งที่เยินเซ็งเป็นที่ทรงโปรดของพระเจ้าจุงจง
                        ฮองเฮามีรับสั่งให้ซอจังกึมเข้าเฝ้า พระนางทรงถามซอจังกึมว่าเพราะเหตุใดต้องเสี่ยงตายทายปริศนาไทเฮา ซอจังกึมทูลว่านางต้องการช่วยหมอหลวงซิน ฮองเฮาทรงจำได้ว่าซอจังกึมเคยทำงานในครัวหลวงมาก่อน ฮองเฮารับสั่งกับซอจังกึมต่อไปว่าพระนางนึกถึงฮันซังกุง ซอจังกึมฉวยโอกาสนี้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ฮันซังกุง ภายหลังที่ฮองเฮาทรงรับฟังเรื่องราวจากซอจังกึมแล้ว พระนางก็ทรงรู้สึกเหมือนกันว่าที่เป็นเช่นนี้นั้นต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลอย่างแน่ๆ
                        ฮองเฮารับสั่งว่าถูกชะตากับซอจังกึม พระนางทรงรับปากซอจังกึมว่าต่อไปจะหาทางคืนฐานะในวังหลวงให้นางดังเดิม จากนั้นพระนางก็มีรับสั่งให้ซอจังกึมทำของเสวยมาถวายพระนาง นึกไม่ถึงว่ากึมยองนำของเสวยขึ้นมาถวาย ทันใดนั้นเอง ฮองเฮาทรงนึกขึ้นได้ว่าลืมบอกห้องครัวไม่ต้องจัดของขึ้นมาถวาย ซอจังกึมนำของเสวยเผ่านาถวาย กึมยองเห็นฮองเฮาเสวยอย่างสำราญ ทำให้กึมยองต้องยกของเสวยที่นางทำมาถวายกลับไป      กึมยองถามอาเลี่ยว่าต้องการอะไร ลองโยยังไม่ทันตอบคำถามกึมยอง กึมยองบอกอาเลี่ยเล่นงานซอจังกึมตามถนัด
                        เกิดโรคระบาดขึ้นกับชาวเมือง ลองโยอาสาไปทำงานรักษาเพื่อให้สร้างความดีงามความชอบ ต่อมาได้มีนางกำนัลฝึกหัดนางหนึ่งป่วยหนัก ภายหลังที่ลองโยรู้เรื่องนี้แล้ว นางกลับไม่บอกให้ซอจังกึมรู้ ทั้งยังกล่าวหาซอจังกึมว่าเอาแต่ถวายงานรับใช้ฮองเฮา หมอหลวงใหญ่รู้ว่าซอจังกึมขาดงาน ดังนั้นจึงลงโทษซอจังกึมให้ทำงานเบ็ดเตล็ดทั่วไป
                        ชองอุนแป๊ดถามบรรดาหมอหลวงหญิงว่าเพราะเหตุใดไม่ส่งรายงานของแสลงให้ครัวหลวง หมอหลวงหญิงตอบว่าซอจังกึมทำความสะอาดแต่กลับไม่เห็นอะไร ซอจังกึมตอบว่าไม่เห็นรายงาน ทุกคนพากันค้นหาจนในที่สุดก็พบรายงานของแสลงที่มีถึงห้องครัวหลวง ที่แท้ทั้งหมดเป็นความสามารถลองโยที่จ้องเล่นงานซอจังกึม
 
 
 
 
                        ซอจังกึมถูกลองโยให้ร้าย   ด้วยความโกรธจึงสอบถามลองโยว่าทำไมถึงทำกับนางเช่นนี้     ทั้งสองมีปากเสียงกันขึ้นมาในที่สุด ทันใดนั้นเองลองโยก็เหลือบไปเห็นหมอหลวงซิน ดังนั้นนางจึงแสร้งทำเป็นร้องไห้กับซอจังกึม ซอจังกึมกล่าวด้วยความโกรธว่านางไม่มีคุณสมบัติอยู่ในสภาแพทย์อีกต่อไป หมอหลวงซิน ด้ยินเช่นนั้นจึงตัดสินใจย้ายซอจังกึมไปรักษาราษฎร
                        หมอหลวงใหญ่ต้องการให้ซอจังกึมไปรักษาโรคระบาดให้แก่ราษฎรแทนลองโย หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้วค่อยกลับเข้าวังหลวง ถึงแม้ว่าซอจังกึมตระหนักดีว่านางไม่ได้มีความผิดอะไร แต่ก็ไม่มีทางเลือก จำต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ที่แท้หมอหลวงใหญ่มีความเชื่อมโยงฉันท์ยก้สาวกับลองโย ลองโยบอกว่าภารกิจของนางเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนที่ว่าจะทำอะไรต่อไปเป็นหน้าที่ของหมอหลวงใหญ่ มินจุงโฮก็ได้รับการมอบหมายให้เป็นรองผู้ตรวจดูบัญชี ทั้งมินจุงโฮและซอจังกึมจึงต้องไปทำงานด้วยกัน
                        หมอหลวงใหญ่ให้ซอจังกึมทำงานในห้องยา โดยไม่ต้องรักษาโรคให้ราษฎร ที่แท้นี่เป็นอีกแผนการหนึ่งที่เล่นงานซอจังกึม มินจุงโฮเตรียมตัวเดินทางกลับวังหลวงเพื่อให้แถลงการณ์ว่ามีหมอน้อยเกินไปรักษาโรคให้ประชาชน จำเป็นต้องขอกำลังเพิ่มเติม ทันใดนั้นเอง ทหารได้จับพ่อค้าขายยาชนิดพิเศษได้คนหนึ่ง พ่อค้าให้การว่าซอจังกึมขายยาลูกกลอนให้ตน ผู้ตรวจบัญชีต้องการลงโทษซอจังกึมสถานหนัก โชคดีที่จ้าวฟ่งซื่อเผ่านาพอดี จ้าวฟ่งซื่อกล่าวว่าพ่อค้าขายาได้รับการจ้างวานจากผู้ไม่ประสงค์ดี ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ซอจังกึมพ้นผิด
                        ลองโยและหมอหลวงฝึกหัดพากันนำยาไปยังสถานที่ที่เกิดโรคระบาด ลองโยรู้เรื่องที่จ้างฟ่งซื่อทำลายแผนการจนพังยับเยิน มินจุงโฮกลับมายังสถานที่เกิดโรคระบาด มินจุงโฮประกาศว่าอำมาตย์โย่วตัดสินใจทิ้งหมู่บ้าน ผู้ตรวจบัญชีกำชับให้หมอฝึกหัดทำงานด้วยความระมัดระวัง อาเลี่ยบอกให้หมอฝึกหัดอื่นๆรู้ว่าจำเป็นที่จะต้องเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น นึกไม่ถึงว่าลองโยสบโอกาสเล่นงานซอจังกึม คราวนี้อาเลี่ยบอกให้ซอจังกึมออกไปซื้อยาที่นอกหมู่บ้าน แล้วค่อยเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านในวันรุ่งขึ้น
                        พวกเจ้าหน้าที่พากันออกจากหมู่บ้าน เมื่อซอจังกึมกลับมาที่เมืองพบว่าประชาชนต่างพากันหดหู่ ทำให้นางรู้ว่านางและประชาชนถูกขังอยู่ในหมู่บ้าน บรรดาหมอหลวงนัดแนะสถานที่พบกัน มีเพียงซอจังกึมที่หายไป มินจุงโฮสันนิษฐานว่าซอจังกึมถูกทิ้งไว้ในหมู่บ้าน ดังนั้นจึงย้อนกลับไปที่หมู่บ้านอีกทีเพื่อให้ตามหานา
                        มินจุงโฮรู้ว่าเมื่อกลับเข้าไปในหมู่บ้านและก็จะไม่สามารถออกจากหมู่บ้านได้อีก เพื่อให้ซอจังกึมแล้ว มินจุงโฮยืนกรานว่าจะเข้าไปในหมู่บ้านให้ได้ มินจุงโฮต้องการพาซอจังกึมไปจากหมู่บ้าน นึกไม่ถึงว่ากลับถูกประชาชนล้อมไว้ มินจุงโฮถูกประชาชนรุมรังควานจนได้รับบาดเจ็บ ซอจังกึมเป็นห่วงความปลอดภัยของมินจุงโฮ ดังนั้นจึงรับปากราษฎรว่าจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้รักษาประชาชนต่อไป
 
 
                        ราษฎรรู้ว่ามียาน้อยเกินไปที่จะใช้รักษาพวกตน ดังนั้นจึงพากันจับตัวมินจุงโฮมาโดยเดิมทีนั้นคิดระบายความแค้นให้หนำใจ ซอจังกึมอธิบายให้ราษฎรฟังว่ามีเพียงมินจุงโฮคนเดียวเท่านั้นที่สามารถออกไปหายามาได้ ภายหลังที่ราษฎรได้ยินเช่นนั้นแล้ว จึงให้เวลาแก่มินจุงโฮหนึ่งวัน มิฉะนั้นแล้วจะฆ่าซอจังกึม
                        ซอจังกึมบอกสถานที่ซื้อยาให้มินจุงโฮ ที่จริงแล้วซอจังกึมรู้ว่าร้านยานั้นถูกปล่อยร้างแล้ว การที่นางทำเช่นนี้นั้นเพราะต้องการให้มินจุงโฮออกจากเมืองไปอย่างปลอดภัย ซอจังกึมรักษาประชาชน เพราะเหตุว่านางหักโหมจนเกินไปจึงล้มป่วยลง โอดึมโฮเชื่อว่ามินจุงโฮหายไปจากการหลบหนี     พวกหมอหลวงต่างคิดว่าซอจังกึมจงใจหลบหนี ลองโยนำเรื่องราวทั้งหมดรายงานต่อกึมยองโดยรับรองว่าซอจังกึมจะไม่มีวันได้กลับเผ่านาในวังหลวงได้อีก กึมยองถามลองโยว่าอยากได้อะไรเป็นการชดเชย อาเลี่ยกลับหึกเหิมอยากได้ร้านยาทั้งหมดของแชปันซุก
                        มินจุงโฮไม่กลับเผ่านาในหมู่บ้านเสียที ทำให้ราษฎรเคียดแค้นมาก ดังนั้นจึงจับซอจังกึมขังไว้ในโกดัง จากนั้นเผาโกดังนั้น ซอจังกึมซึ่งอยู่ในโกดังนั้นหมดสติไปในที่สุด… มินจุงโฮรีบรุดกลับมาที่หมู่บ้านและได้ช่วยชีวิตซอจังกึมไว้จนพ้นจากอันตราย ในที่สุดซอจังกึมก็ฟื้นได้สติขึ้นมา ทั้งสองดีใจมากที่พบกันอีกที
                        มินจุงโฮและซอจังกึมพากันปลอบราษฎร จังด๊อกเสี่ยงอันตรายบุกเข้าหมู่บ้าน จากนั้นนางก็ช่วยรักษาโรคให้ประชาชน จังด๊อกพบว่าโรคที่ประชาชนเป็นนั้นไม่ได้เป็นโรคติดต่อ ซอจังกึม,จังด๊อกและมินจุงโฮพากันค้นหาสาเหตุของโรค ในที่สุดก็พบว่ามีสาเหตุมาจากพืชผักเน่าจนทำให้ประชาชนได้รับพิษกันไปทั่ว
                        หมอหลวงชองบอกกับหมอหลวงใหญ่ว่าจำเป็นจะต้องเกิดเหตุขึ้นกับซอจังกึมอย่างแน่ๆ ทำให้นางไม่สามารถกลับเข้าวังหลวงได้ ภายหลังที่ซอจังกึมและจังด๊อกรู้สาเหตุที่ทำให้ราษฎรเป็นโรคและจัดยารักษาราษฎร ทำให้ราษฎรที่ป่วยอยู่หายเป็นปกติ ซอจังกึมและมินจุงโฮออกไปสำรวจสวนผักใกล้เคียง   ซอจังกึมพบว่าผักสดที่ปลูกไว้สำหรับส่งให้วังหลวงนั้นเป็นโรค ภายหลังที่ล่วงรู้เช่นนี้แล้ว   ซอจังกึมจึงชักชวนมินจุงโฮกลับไปรายงานเรื่องนี้ให้วังหลวงรับรู้
                        แต่น่าเสียดายที่เมื่อทั้งสองกลับถึงวังหลวงกลับพบว่าทั้งสองถูกออกจากราชการ ซอจังกึมแถลงการณ์ว่าการที่ราษฎรเป็นโรคนั้นมีสาเหตุมาจากผักเน่า แต่แชซังกุงกลับไม่เชื่อคำพูดของซอจังกึม นางกล่าวว่าเรื่องนี้นางจะรับผิดชอบเอง
 
 
                        บรรดาหมอหลวงพากันประชุมเรื่องโรคระบาดที่เกิดขึ้น หมอหลวงชองและโอดึมโฮยอมรับว่าคำพูดของซอจังกึมเป็นความจริง แต่แชซังกุงกลับไม่เชื่อคำพูดของซอจังกึม    มินจุงโฮได้ยินเช่นนั้นจึงท้าให้แชซังกุงกินผักที่เป็นสาเหตุของโรค แชซังกุงต้องการพิสูจน์ว่าคำพูดของซอจังกึม ไม่เป็นความจริง ดังนั้นจึงกินผักนั้นเข้าไป วันรุ่งขึ้น แชซังกุงก็ล้มป่วยลง
                        ซอจังกึมรักษาแชซังกุง กึมยองต้องการขับไล่ไสส่งซอจังกึมออกจากวังหลวง ซอจังกึมถามกึมยองว่ากลัวอะไร แชซังกุงต้องการพิสูจน์ว่านางทำอะไรตรงไปตรงมา ดังนั้นจึงยอมรับการรักษาจากซอจังกึม ขณะที่ซอจังกึมกำลังฝังเข็มให้แชซังกึมอยู่นั้นเอง ซอจังกึมก็หวนนึกถึงการตายของแม่และฮันซังกุง ทำให้ซอจังกึมลังเลว่าจะฝังเข็มช่วยชีวิตหรือฆ่าแชซังกุงดีหรือเปล่า แต่ในที่สุดซอจังกึมก็ตัดสินใจฝังเข็มช่วยชีวิตแชซังกุง
                        ภายหลังที่พระเจ้าจุงจงทรงทราบรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากโรคระบาด ทำให้พระองค์เบาพระทัย โอดึมโฮฉวยโอกาสนี้กราบทูลถึงความผิดของมินจุงโฮ ในที่สุดมินจุงโฮก็ต้องออกจากราชการ ภายหลังที่จังด๊อกรู้ว่าเกิดเหตุขึ้นกับมินจุงโฮแล้ว นางก็นำเรื่องนี้ไปบอกไต้เท้าเซิน ไต้เท้าเซินถวายฏีกา กราบทูลความจริงต่อพระเจ้าจุงจง พระเจ้าจุงจงทรงกริ้วมากเมื่อรู้ความจริง พระองค์ทรงตำหนิโอดึมโฮที่ให้ร้ายมินจุงโฮ พระเจ้าจุงจงเห็นมินจุงโฮมีความชอบจึงมีรับสั่งเรียกมินจุงโฮเข้าเฝ้า
                        หมอหลวงหญิงถามซอจังกึมและลองโยถึงเรื่องการออกจากหมู่บ้านนั้นได้มีการนัดแนะกันอย่างไร ทั้งสองกลับพูดไม่ตรงกัน ลองโยกล่าวกับหมอหลวงทั้งหลายว่านางไม่สามารถร่วมงานกับซอจังกึมได้ หมอหลวงใหญ่จึงมีคำสั่งย้ายซอจังกึม ขณะที่ซอจังกึมกำลังตระเตรียมออกเดินทางนั่นเอง มินจุงโฮกลับบอกให้นางไม่ต้องไป ที่แท้มินจุงโฮได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นโดยมาดูแลบรรดาหมอหลวงทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ซอจังกึมอยู่ในวังหลวงต่อไปได้ แต่การที่มินจุงโฮคอยปกป้องซอจังกึมนี้เองทำให้บรรดาหมอหลวงต่างสงสัยว่ามินจุงโฮและซอจังกึมต้องมีความข้องเกี่ยวกันเป็นพิเศษอย่างแน่ๆ
                        แชซังกุงรู้จากอาเลี่ยว่ามินจุงโฮปกป้องซอจังกึมจนทำให้นางสามารถอยู่ในวังหลวงได้ต่อไป แชซังกุงมอบของที่ลองโยต้องการให้นางเพื่อให้ให้ลองโยภักดีต่อนางต่อไป อีกด้านหนึ่งนั้น   ดังดึ้กดูบอกซอจังกึมว่าเยินเซ็งตั้งครรภ์แล้ว
                        ยองโนเป็นตัวแทนแชซังกุงไปเยี่ยมเยียนเยินเซ็ง เยินเซ็งฝากให้ยองโนไปบอกแชซังกุงว่านางต้องการยกตำแหน่งให้แก่มินซังกุง มินซังกุงซาบซึ้งใจมากที่เยินเซ็งมีน้ำใจต่อนาง ฮองเฮาตัดสินใจพระทัยเลื่อนตำแหน่งเยินเซ้งเป็นซูหยวนเหนียงเหนียง ซอจังกึมนำข่าวดีนี้ไปบอกเยินเซ็ง ทุกคนต่างพากันดีใจกับเยินเซ็ง    แชซังกุงไม่พอใจที่เยินเซ็งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซูหยวนเหนียงเหนียง ในที่สุดแผนการอันชั่วร้ายของแชซังกุงก็ปรากฏออกมา….
 
 
                        กึมยองได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องอาหารให้เยินเซ็ง เพราะเหตุว่ารสปากของเยินเซ้งเปลี่ยนไป กึมยองจึงต้องตระเตรียมอาหารหลายอย่างให้เยินเซ็ง ในงานฉลองที่เยินเซ็งได้เลื่อนขึ้นเป็นซูหยวนเหนียงเหนียง แชซังกุงถวายการเคารพเยินเซ็ง เยินเซ็งพูดว่าถ้าหากชองซังกุงได้เห็นภาพนี้ เชื่อว่านางต้องสะใจอย่างแน่ๆ แชซังกุง,แชปันซุกและกึมยองต่างพากันคิดแผนเล่นงานเยินเซ็งให้นางแท้งก์ลูกให้ได้
                        ซอจังกึมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหมอหลวง นางได้รับมอบหมายให้ถวายการดูแลฮองเฮา ส่วนอาเลี่ยได้รับมอบหมายให้ดูแลเยินเซ็ง หมอหลวงคนอื่นๆต่างพากันเห็นอกเห็นใจอาเลี่ย ทุกคนปักใจว่าซอจังกึม อาศัยบารมีของมินจุงโฮ ทำให้นางมีวันนี้
                        แชซังกุงบอกให้ลองโยหาทางทำให้เยินเซ็งแท้งก์ลูก ซอจังกึมเห็นอาเลี่ยดูแลเยินเซ็งอย่างดี โดยเตรียมอาหารนานาชนิดให้นาง ทำให้ซอจังกึมเบาใจ
                        เยินเซ็งบอกอาเลี่ยว่านางปวดศีรษะ ทั้งหูของนางก็รู้สึกมีเสียงแว่วๆดังขึ้นมา ลองโยบอกว่าการที่เยินเซ็งรู้สึกเช่นนี้นั้นอาจมีสาเหตุมาจากเลือด ซึ่งจะเป็นมากในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ซอจังกึมฉวยโอกาสที่ลองโยไม่อยู่ เข้าไปเยี่ยมเยินเซ็ง เยินเซ็งมีท่าทีไม่ค่อยสบายใจ ต่อเนื่องมาจากแม่ของนางต้องตายเพราะคลอดนาง ซอจังกึมถามเยินเซ็งว่าเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นซอจังกึมก็ตรวจชีพจรให้เยินเซ็งพบว่านางไม่ได้มีปัญหาด้านเลือดเป็นเพียงร้อนในเท่านั้น
                        ซอจังกึมขอคำแนะนำจากอาจารย์ซินว่าถ้าหากหญิงมีครรภ์เป็นร้อนในแล้วกินอาหารมันๆเข้าไปจะเป็นอย่างไรบ้าง อาจารย์ซินบอกว่าจะมีอันตรายทั้งแม่และลูกได้ ซอจังกึมรู้เช่นนั้นจึงปักใจว่าต้องเป็นความสามารถของลองโยอย่างแน่ๆ อาจารย์ซินสั่งให้หมอหลวงไปตรวจอาการให้เยินเซ็ง ทุกคนต่างออกความเห็นเป็นเสียงเดียวกัน อาจารย์หลี่ตำหนิลองโยที่คิดร้ายต่อเยินเซ็ง ลองโยยืนกรานว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเยินเซ็ง อาจารย์ซินสั่งพักงานลองโย แต่หมอหลวงใหญ่กลับออกหน้าปกป้องลองโย
                        ซอจังกึมเตือนลองโยว่าอย่าได้คิดร้ายต่อคนอื่น รวมทั้งฝากนางไปบอกแชซังกุงด้วย นางไม่มีวันยอมให้รังแกง่ายๆ ซอจังกึมบอกมินซังกุงว่าเยินเซ็งร้อนใน เพราะว่าลองโยถูกแชซังกุงบงการให้นางให้ร้ายเยินเซ็งโดยให้เยินเซ็งกินของแสลง ซอจังกึมกำชับให้ชางยาและมินซังกุงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ และคอยดูแลเยินเซ็งให้ดี ซอจังกึมพูดกับมินจุงโฮว่านางเกรงว่าจะมีคนพลอยเดือดร้อนเพราะนาง ดังนั้นจึงบอกให้มินจุงโฮสืบหาสาเหตุที่พระเจ้าจุงจงทรงประชวรในเวลานั้นออกมาให้ได้โดยเร็ว ซอจังกึมต้องการเข้าไปค้นประวัติการประชวรของพระเจ้าจุงจงในห้องอักษร น่าเสียดายที่มีเวรยามแน่นหนา ซอจังกึมเห็นเช่นนั้นจึงวิงวอนจากต้นเครื่องหลวงและชองอุนแป๊ด แต่ทั้งสองกลับปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือซอจังกึม

Continue Reading

เจจุงวอน ตำนานแพทย์แห่งโชซอน ตอนที่ 27

ทหารญี่ปุ่น จับตัวพระเจ้าโกจง มาคาดคั้นถามหาพระมเหสีอยู่ไหน แต่พระเจ้าโกจงไม่ยอมตรัสบอก ฮวางจอง เผ่านา พระเจ้าโกจงจึงตรัสถามถึงพระมเหสี

“พระองค์หมดสติไปเพียงแค่นั้นเดี๋ยวก็จะ ฟื้นขึ้นมาเองพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท รีบเสด็จเถอะพ่ะย่ะค่ะ”

“เป็นยังไงบ้าง?”

“เอ่อ ช่วยคุ้มครองพระราชากับองค์รัชผู้สืบสกุลออกไปก่อนนะ” ฮวางจอง บอกทหาร

“ไปตามหาพระมเหสี พระมเหสี” พระ เจ้าโกจง รับสั่ง

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

ทหารญี่ปุ่นชอบถามซ็อกรันว่าเห็นพระมเหสีไหม นางปฏิเสธไม่รู้จักพระมเหสี

“ลองคิดให้ดีสิ เจ้าเคยมาที่โรงพยาบาล ฮันซองกับหมอฝรั่งคนนั้นนี่ หมอที่เคยเผ่านาในวัง ไม่มีใครไม่รู้จักพระมเหสีหรอก”

“ข้าไม่ใช่แพทย์ตะวันตก และข้าก็ไม่เคยเข้าเฝ้าพระมเหสี”

“เจ้าคิดว่าจะหลอกข้าได้งั้นรึ ข้าจะนับแคหนึ่งถึงสาม รีบบอกผ่านาหนึ่ง สอง”

“ข้าไม่รู้หรอก”

“สาม ย้าก…”

“บาดเจ็บมารึ?” ทหารเห็นคนบาดเจ็บเผ่านา

“เข้าไป ไปรักษาให้เค้า ข้าบอกให้ไปรักษาไง” ทหารสั่งซ๊อกรันจนนางตื่นกลัว

ฮวางจอง มาหาข้าหลวงโอ สอบถามว่าพระมเหสีอยู่ที่ไหน

“พระองค์ถูกพา แฮ่ก..ถูกพาเข้าไปที่ห้องตรวจโรคแล้ว” ขันทีโอ กล่าว

“ท่านกดแผลเอาไว้ก่อนนะ” ฮวางจอง สั่ง

ทหารญี่ปุ่นไม่รู้ว่าใครเป็นพระมเหสี จึงสั่งให้ฆ่าทิ้งให้หมด แต่ระหว่างนั้นผู้หญิงคนอื่น ๆ ก็ได้แสดงตนว่าเป็นพระมเหสี เพื่อให้ให้ทหารฆ่า

“ข้าว่าพวกเจ้า ไม่มีตัวจริงเลยสักคน แต่ยังไง พวกเจ้าทั้งหมดก็ต้องตายอยู่ดี ไม่ต้องเสียเวลาหาแล้ว ฆ่ามัน”

“ย้าก..”

“หยุดเดี๋ยวนี้” พระมเหสี ตรัส

“ในที่สุดก็เผยตัว” ทหารญี่ปุ่น กล่าว

“ข้านี่แหละ พระมเหสีแห่งโชซอน”

“ไม่ใช่นางนะ เป็นข้าต่างหาก” หญิง อีกคนกล่าว

“พอเถอะ ไม่ต้องแล้ว”

“พระมเหสี ๆ”

“ทำไมพวกเจ้าถึงต้องการฆ่าข้า” มเหสี ตรัสถาม

“นี่ไม่รู้จริง ๆ รึว่าทำไม ก็เพราะว่าเจ้าเป็น ก้อนหินขวางทางของพวกข้าอยู่”

“ไอ้เจ้าพวกโง่เง่าเอ้ย คิดว่าฆ่าผู้หญิงคนนึงแล้ว พวกเจ้าจะสมปรารถนาได้อย่างนั้นรึ แผ่นดินของโชซอน มีวัฒนธรรมประเพณีความเป็นชนชาติอย่างที่บ้านเมืองของพวกเจ้าไม่มีอยู่แล้ว ถึงพวกเจ้าจะฆ่าข้าไป ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้”

“จะตายอยู่แล้วยังปากมากอีก ย้าก..”

“หยุดก่อน มันก็จริง เมื่อก่อนโชซอนเคยเป็นอย่างนั้น แต่ตอนนี้โชซอนเป็นได้ ก็แค่เนื้อข้างทางที่รอให้ใครมาขย้ำ หรือหยิบไปกินเท่านั้น” ทหารญี่ปุ่น กล่าว 

“ฮะ ๆ ๆ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็คงเป็นสุนัขที่เฝ้ารอจะกินเนื้อก้อนนั้นอยู่สินะ”

“สุนัข นั่นสินะ ต้องการจะคิดอย่างนั้นก็ได้ โฮ่ง ๆ ๆ ๆ ๆ ฮะ ๆ ๆ ๆ แต่พวกข้าควรต้องฆ่าเจ้าของเนื้อก้อนนั้นให้ตายซะก่อน ข้าจะฆ่านายหญิงของมันทิ้งซะ” ทหารญี่ปุ่น กล่าว

“ช่างน่าเศร้าและเจ็บแค้นนัก ทำไมบ้านเมืองถึงได้แปลงเป็นแบบงี้ได้ แต่พวกเจ้าไม่มีทางได้ โชซอนไปครองอย่างที่พวกเจ้าหวังแน่ มา ฟันเลยสิ ถึงแม้ข้าควรต้องตายไปอยู่ในปรโลก ข้าก็จะคอยจับตาดูพวกเจ้า จับตาไว้ไม่ให้คลาดสายตา” พระมเหสี ตรัส

“พระมเหสี” ซ๊อกรัน กล่าว

“ฆ่ามัน”

“พระมเหสี พระมเหสี” ซ๊อกรัน ร้องเรียก“พระมเหสี ๆ ๆ ฮือ ๆ ๆ” หญิงผู้คนจำนวนมากร้องไห้

“ฮือ ๆ ๆ มันไม่จริง พระมเหสี ๆ ๆ ฮือ ๆ ๆ” ซ๊อกรัน กล่าว

“ว้าย ๆ ๆ จะทำอะไร ๆ ไม่นะ ๆ พระมเหสี”

“ฮือ ๆ ๆ พระมเหสี ฮือ ๆ ๆ”

“ย้าก…โอ้ย…”

“แพทย์ยู ๆ พระมเหสีล่ะ..อยู่ที่ไหน?” ฮวางจอง เผ่านา

“ฮือ ๆ ๆ” ซ๊อกรัน ร้องไห้

“พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว” มียอง กล่าว

ทูตรัสเซีย มาหาทูตญี่ปุ่นคนใหม่ ถามเรื่องพระมเหสีสิ้นพระชนม์

“ผมไม่เห็นได้รับข่าวนี้เลย พระมเหสีสิ้นพระชนม์แล้วเหรอ?” ทูตญี่ปุ่น กล่าว

“แต่คุณเป็นคนสั่งให้ปลงพระชนม์” ทูตรัสเซีย กล่าว “เหอะ รู้มั้ยว่าชาวโชซอนชอบสร้างข่าวลือแบบงี้เป็นประจำ คุณอย่าไปเชื่อข่าวลือ ของพวกเค้าเด็ดขาด”

“เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวลือ เพราะผมเห็นมาเองกับตา” อันเดอร์ กล่าว

“แล้วคุณเห็นอะไรล่ะ?”

“คนญี่ปุ่นบุกเข้าไปปลงพระชนม์พระมเหสีถึงในวัง แล้วหลังจากนั้นก็จุดไฟเผา”

“พระมเหสีถูกไฟเผาเหรอ แต่พระนางไม่ใช่ตุ๊กตากระดาษสักหน่อย เป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี เหลวไหลอย่างที่สุด”

“มีคนเห็นชาวญี่ปุ่นจากโรงพยาบาลฮันซอง อยู่ในเหตุการณ์ในวังหลวงด้วย” อันเดอร์ กล่าว

“พวกผมต้องทำการสอบปากคำเรื่องนี้อย่างละเอียดแน่ และจะประกาศความประพฤติปฏิบัติที่ชั่วร้ายให้โลกรู้” ทูตรัสเซีย กล่าว

“ปั้นน้ำเป็นตัวแท้ ๆ ให้ร้ายกันชัด ๆ เลย ผมจำเป็นจะต้องตรวจทานเรื่องนี้แน่”

หลังจากทูตรัสเซียกลับไป ทางทูตญี่ปุ่นก็ต่อว่าลูกน้องที่จัดการเรื่องไม่เรียบร้อย 

“ขอโทษครับ”

“ขอโทษเหรอ? แล้วแกไปทำเรื่องที่ต้องขอโทษทำไมหะ? เจ้าเป็นถึงบัณฑิตฮาร์เวิร์ด เรื่องเล็ก ๆ แค่นี้ยังทำไม่ได้เหรอ?”

“แต่ตอนนี้ ศพถูกเผาไปแล้ว ไม่มีทางหาหลักฐานได้แน่ครับ”

“ใช่แล้วครับ ถูกเผาหมด ไม่เหลือซาก เมื่อไม่มีศพเหลืออยู่ ก็ทำพิธีศพไม่ได้” ทหารญี่ปุ่น กล่าว

“ชะ ๆ ใช่ ใช่แล้วครับท่าน” วาตานาเบ้ กล่าว

“ก็ได้ ที่สำคัญตอนนี้คือเราจำเป็นจะต้องรีบหยุดข่าวลือนี้ซะ จะให้มีข่าวลือว่าเราฆ่าพระมเหสีไม่ได้ คูมิโมโต้”

“ไฮ้” คูมิโมโต้ กล่าว

“คุณเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฮันซอง รายงานข่าวติดต่อกันทุกวันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรา วาตานาเบ้”

“ไฮ้” วาตานาเบ้ กล่าว

“นับจากวันนี้ไปสั่งให้ โรงพยาบาลฮันซอง  งดการเก็บค่ารักษาพยาบาลชาวโชซอน แล้วให้ปล่อยข่าวไปว่า พระมเหสีของโชซอนได้เสด็จหนีออกจากวังไปเอง”

“เข้าใจแล้วครับ เราจะทำตามนั้น เข้าใจแล้วครับผม”

“ในวังมีคนเจ็บและตายจำนวนมาก เจจุงวอนคงจะวุ่นกันจนไม่ได้พักเลยสิ”

“ใช่แล้วครับท่าน ใช่ครับ”

“ทำงานให้ดีล่ะ” ทูตสั่ง

ฮวางจอง เผ่านาตรวจพระวรกายขององค์รัชผู้สืบสกุล

Continue Reading

เจจุงวอน ตำนานแพทย์แห่งโชซอน ตอนที่ 36 (จบ)

“แฮ่ม ต่อไปนี้จะเป็น พิธีมงคลสมรส มิสเตอร์ฮวางจองกับมิสยูซ๊อกรัน”

“อ้อ เชิญเลยครับ” มองชง กล่าวเมื่อเห็นโดยังมา

“นึกว่าจะไม่มาแล้ว” ฮวางจอง กล่าว

“พอดีผมติดงานนิดหน่อย ยินดีด้วย” โดยังกล่าว

“ขอบคุณมาก” ฮวางจอง กล่าว

“ขอบคุณมากนะคะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“หมออัลเลน คงจะไม่มีใครแล้ว เริ่มได้เลยครับ” โดยัง กล่าว

“ตกลงครับ วันนี้แขกทุกท่านที่มา คงจะรู้สึกเซอร์ไพร้ส์กันอย่างมาก ที่จริงผมเองก็ไม่ต่างกัน ในด้านนึงถึงแม้จะรู้สึกเสียดายบ้าง แต่วันนี้ การที่แพทย์ฮวางกับแพทย์ยู กำลังจะได้เป็น… สามีเมียกัน ต้องบอกว่าเป็นวัน…ที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น ผมขอให้ทุกคนปล่อยวางความตื่นเต้น และความตึงเครียดลงก่อน เพื่อให้จะมาร่วมอวยพรให้กับ ทั้งเจ้าบ่าว…และเจ้าสาวของเราในวันนี้ อย่างงี้ดีมั้ยครับ แม่ของเจ้าสาว” หมออัลเลน กล่าว

“แต่ตอนนี้ฉัน..ไม่มีอารมณ์จะยิ้มนี่” แม่ซ๊อกรัน กล่าว

“ยังไงท่านก็ต้องยิ้มครับ เพราะยังไงซะ การแต่งงานนี้คือสิ่งที่เรารอมานาน” หมออัลเลน กล่าว

“นั่นสิคะ ยิ้มหน่อยสิคะ อย่างนี้เจ้าบ่าวเจ้าสาว จะได้สบายใจไงล่ะคะ” มักเซง กล่าว

“ท่านแม่คะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“ก็ได้ ข้ายิ้ม ข้าจะยิ้ม…ก็ได้ โอเคมั้ย?” แม่ซ๊อกรัน กล่าว

“โอ้โหนายหญิง ยิ้มเหมือนดอกไม้บานเลยครับ ฮะ ๆ” มองชง กล่าว

“อืม แบบงี้ก็ดีแล้วครับ ต่อไปจะเริ่มพิธี…มงคลสมรสของ เจ้าบ่าวฮวางจอง และเจ้าสาวยูซ๊อกรัน เชิญเจ้าบ่าว และเจ้าสาว หันหน้าเข้าหากันครับ เจ้าบ่าวเจ้าสาว คำนับกันและกัน พิธีมงคลสมรส ของเจ้าบ่าว ฮวางจอง และเจ้าสาวยูซ๊อกรัน ปีคับซิน…ตามปฏิทินโชซอน นับจากวันที่..ลูกชายของคนฆ่าสัตว์ ได้พบกับบุตรสาวของ ขุนนางล่ามหลวง เป็นนัดแรกในตอนนั้น”

“ข้า…ฮวางจอง ขอรับยูซ๊อกรัน มาเป็นเมีย และจะขอทำหน้าที่ของสามี จะคอยรักคุณ คอยช่วยเหลือคุณ คอยทะนุถนอมคุณ และปกป้องคุณไว้ โดยจะถือสตรีผู้นี้ เป็นเมียของข้า ตราบกระทั่ง ชีวิตนี้จะหาไม่ นี่เป็นคำสาบานของข้าครับ” ฮวางจอง กล่าว

“ข้า ยูซ๊อกรัน จะถือฮวางจองเป็นสามี จะทำหน้าที่เมียที่ดี จะคอยรักเขา ช่วยเหลือเขา คอยทะนุถนอมเขา ให้ความเคารพเขา และจะขอถือเขาเป็นสามี ไปชั่วชีวิต จวบจนกระทั่งวันสุดท้าย นี่เป็นคำสาบานของข้า”

“ข้า ฮวางจอง ยูซ๊อกรัน จะให้เกียรติกันและกัน จะรักใคร่กันและกัน เพื่อให้สร้างครอบครัวที่เปี่ยมไปด้วยความสุข จะเป็นผู้อุทิศ..และคอยเสียสละ ขอให้ทุกคนเป็นพยาน และนี่เป็นคำ…” ฮวางจอง และซ๊อกรัน กล่าวพร้อมกัน

“สาบานของเรา” ซ๊อกรัน กล่าว

“สาบานของเรา” ฮวางจอง กล่าว

“ได้เตรียมแหวนกันมารึเปล่า? เอาล่ะ ตอนนี้ ทั้งเจ้าบ่าว…และเจ้าสาว คิสกันได้แล้ว” หมออัลเลน กล่าว

“แพทย์ฮวาง พิธีตะวันตกมันต้องทำน่ะ ท่านอย่ามัวชักช้าสิ” โดยัง กล่าว

“แต่ แต่นี่มัน” ฮวางจอง กล่าว

“ซ๊อกรันจ๊ะ” ซึงยอง กล่าว

“แต่แม่ข้าอยู่นี่นะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“โอ้ว แม่ไม่เห็นหรอก แม่ไม่เห็น”

“แม่” ซ๊อกรัน กล่าว

“แพทย์ฮวาง จะให้พิธีสมรสต้องล้มเหลวในตอนจบเหรอครับ?” หมออัลเลน กล่าว

“เอ่อ ไม่ใช่หรอกครับ ๆ แหะ…” ฮวางจอง กล่าว

“มิสยูซ๊อกรันล่ะ?” หมออัลเลน ถาม

“ไม่ใช่ค่ะ”

“ถ้างั้น คิสกันได้แล้วครับ” หมออัลเลน กล่าว

ซ๊อกรัน เผ่านาขอบคุณโดยัง ที่ได้ช่วยให้งานแต่งงานได้ราบรื่น

“ขอบคุณอะไร ไม่ต้องเป็นห่วงเจจุงวอน ไปเที่ยวให้สนุก” โดยัง กล่าว

“แพทย์เบ๊ก ขอบคุณมาก ท่านคือคนที่ข้ารู้สึกอยากขอบคุณและขอโทษที่สุด” ฮวางจอง กล่าว

“อย่ามัวเสียเวลาเลย รีบเดินทางกันเถอะ” โดยัง กล่าว

“เอ่อ ข้าคิดว่าอาจจะไม่ได้กลับไปโรงพยาบาลเจจุงวอนอีกต่อไปแล้ว ข้าได้บอกกับ ผอ. เอวิสันแล้วว่า ถ้าหากว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นกับข้าจริง เจจุงวอนก็…ฝากกับท่านด้วยนะ ต้องรบกวนท่านแล้วนะ แพทย์เบ๊ก” ฮวางจอง กล่าว

“พวกท่านไปเถอะ” โดยัง กล่าว

โดยัง กลับมาที่เจจุงวอน พบชักแท โก รออยู่“งานแต่งงานของเราสำเร็จราบรื่นดี” โดยัง กล่าว

“โอ๊ย เราเป็นห่วงแทบแย่แน่ะ” ชักแท กล่าว

“ราบรื่นดีก็ดีแล้ว” นังนัง กล่าว

“มันต้องปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ข้ากับอีควักกลับต้องจัดงานแต่งปลอม ๆ” มียอง กล่าว

“นั่นสิ มียองคงจะลำบากแย่” โดยัง กล่าว

“แต่นับจากนี้ไป แพทย์ฮวางคง…จะกลับมาเจจุงวอนไม่ได้แล้วสิ” โก กล่าว

“ใช่คิดว่าคงจะเป็นอย่างนั้น แต่ในส่วนของแพทย์ยู ทำเรื่องเป็นลาพักเอาไว้แปลว่าคุณต้องกลับมา แบบงี้อาจจะทำให้ปลอดภัยกว่า” โดยัง กล่าว 

“เฮ้อ สำหรับคนที่รู้ความข้องเกี่ยวของพวกเค้า มันเป็นเรื่องที่รู้สึกน่าเสียดายจริง ๆ ใครจะไปคิดว่าพวกเค้าต้องจัดงานแต่งงานแบบงี้” โก กล่าว

“เรื่องที่น่าเสียดายมันมีอยู่เยอะแยะไป เฮ้อ แพทย์ฮวางเป็นผู้นำกลุ่มพวกผ่านาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ดันเป็นผู้นำกองกำลังได้ หวังว่าคงจะไม่ต้องไปอดอยากนะ” ชักแท กล่าว

“คนที่ต้องห่วงเรื่องพวกนี้คือแพทย์ยูต่างหากล่ะ ไม่รู้ว่าเป็นเพื่อให้นหรือเป็นคนรักกันแน่…ให้มันน้อยหน่อยเถอะ” มียอง กล่าว

“ข้าก็แค่เป็นห่วงเพื่อให้นข้านี่นา ข้าน่าจะตามเค้าไปด้วย พักนี้เอาแต่ห่วงจนผมแทบร่วงไปหมดแล้ว” ชักแท กล่าว

ฮวางจอง พาซ๊อกรัน มาที่หลุมฝังศพของพ่อและแม่ของตน

“ท่านพ่อครับ ท่านพ่อเคยบอกว่า คุณหนูยูซ๊อกรันคือนางฟ้าที่สวยที่สุด ที่ลงมาจากสวรรค์ใช่รึเปล่าครับ แต่ตอนนี้ นางฟ้าองค์นี้มาเป็นเมียของข้าแล้ว ท่านแม่ครับ เฮ้อ…ท่านแม่ของข้า ท่านเคยหวังต้องการจะเห็นข้าแต่งงาน ท่าน…ดูสิครับ ผู้หญิงคนที่สวยที่สุดในโลก แถมเป็นคนใจดีที่สุด และฉลาดที่สุด คือเมียของข้า แม่เห็นมั้ยครับ ดีใจใช่มั้ยครับ ท่านพ่อท่านแม่ คงจะดีใจจนลุกขึ้นมาเต้นระบำกันอยู่ใช่รึเปล่า?” ฮวางจอง กล่าว

“ท่านพ่อคะ ท่านแม่คะ ข้าจะคอยตั้งอกตั้งใจ ดูแลฮวางจองให้เองค่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

ซ๊อกรัน เดินหกล้ม ฮวางจองรีบเผ่านาดู “เอ๊ะ ไม่เป็นไรใช่มั้ย?”

“ค่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“อู้ย คงจะไม่ไหวแน่ ขี่หลังข้าดียิ่งกว่า” ฮวางจอง กล่าว

“โธ่ ไม่เป็นไรหรอก” ซ๊อกรัน กล่าว

“ข้าก็แค่…ต้องการจะหาโอกาสมาแบกเมียของข้าดูนี่นา เพราะนี่เป็น…ความฝันของข้าตั้งแต่เด็กแล้ว ข้าเคยฝันว่าจะแบกเมียของตนเองทุก ๆ วันเลยนะ” ฮวางจอง กล่าว

“ห้ามคิดว่าหนักแล้วปล่อยข้าลงล่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“อูย โอ๊ย ๆ ๆ อะไรเนี่ย ๆ” ฮวางจอง ร้องออกมา

“หนักก็ปล่อยเถอะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“ฮั่นแน่ อย่าหวังว่าจะได้ลงมาเดินเองเลย” ฮวางจอง กล่าว

“หนักจริง ๆ ใช่มั้ย?” ซ๊อกรัน ถาม

“ข้าแค่ล้อเล่นหรอก ไม่ได้หนักเลยสักนิดเดียว เบาเหมือนกับแบกขนนกเลย อื้ม” ฮวางจอง กล่าว

แม่ซ๊อกรัน เห็นหลักฐานของกลุ่มทหารอาสาของฮวางจองก็ตระหนกตกใจ

“โอ๊ย ตอนแรกข้าก็รู้สึกดีใจมาก…ที่จะได้เห็นซ๊อกรันเข้าพิธีแต่งงาน แต่นี่มันอะไรเนี่ยมักเซง”

“มันเป็นเพราะสภาพการณ์ค่ะ ช่วยไม่ได้นี่นา” มักเซง กล่าว

“ลูกเขยฮวางจองก็จริง ๆ เลย จะแต่งงานแล้วยังไปเข้ากลุ่มทหารอาสาอีก ไม่รู้รึไงว่าพ่อตาเค้าต้องตายไปก็เพราะอย่างนี้ ถ้าซ๊อกรันต้องเป็นม่ายไปจะทำยังไงล่ะ?” แม่ซ๊อกรัน กล่าว

“นายหญิงอย่าพูดอะไรอย่างนั้นสิ” มักเซง กล่าว

“ถ้ามันเปลี่ยนเป็นอย่างนั้นจริง คราวนี้ข้าจะให้ซ๊อกรันแต่งงาน กับคุณชายโดยังให้ได้เลย”

“นายหญิง” มักเซง กล่าว

“แล้วข้าพูดเกินไปรึไง? แต่เมื่อกี้ ข้าเห็นเค้าที่ไปยืนอยู่ด้านหลังของลูกเขยข้า เห็นแล้วรู้สึกสงสารเค้าจัง” แม่ซ๊อกรัน กล่าว

“ค่ะ ข้าเองก็รู้สึกอย่างนั้น” มักเซง กล่าว

“เพราะอย่างงี้ข้าถึงได้พูดออกไปไง ถ้าซ๊อกรันต้องแปลงเป็นม่าย ข้าต้องจับคู่พวกเค้าให้ได้ โลกในสมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว คนเป็นม่ายก็สามารถแต่งงานใหม่ได้” แม่ซ๊อกรัน กล่าว

“นายหญิง ท่านน่ะยอมปล่อยแพทย์เบ๊กไปดียิ่งกว่านะคะ”

“เวลาที่กำลังกลัว มันคิดอะไรไม่ออกเลยนี่ แต่จะว่าไป ซ๊อกรันคงไปถึงอย่างปลอดภัยใช่มั้ย?”

“ต้องปลอดภัยแน่ๆค่ะ ข้าสั่งให้คนในบ้านปิดปากสนิทเลย นายหญิงเองก็อย่าหลุดไปนะ”

“โธ่เอ้ย ข้ารู้แล้ว รู้หรอกน่า แต่ถ้าพูดอีกอย่างนึง ถ้าเป็นฐานะเมียในทัพอาสา ข้าก็เป็นรุ่นพี่ของซ๊อกรันใช่มั้ย?”

“รุ่นพี่เหรอ หึ คงใช่มั้งคะ” มักเซง กล่าว

“เฮ้อ..”

“อืม คุณหนูของเราได้แต่งงานแล้ว ข้าไม่ต้องการจะเชื่อเลยจริง ๆ”

ผู้จัดการโอ ถามมองชง เรื่องส่งตัวแพทย์ฮวางไปรึยัง

“อืม ครับ ข้าได้ส่งพวกเค้าไปที่เชิงเขาที่ฝังศพพ่อแม่ของเค้าแล้ว หลังจากนั้นพวกเค้าก็บอกว่าจะเดินทางต่อไปกันเอง”

“เฮ้อ ให้ไปเองได้ยังไง หะ?” โอ ถาม

“โธ่เอ้ย ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ข้า จัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงได้กลับมาน่ะ” มองชง กล่าว

“พูดอย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย เอ่อ แต่นี่พวกเค้า ได้บอกมั้ยว่าจะมาที่นี่เมื่อไหร่?”

“เค้าว่าขอเตรียมตัวก่อน อีกสองสามวันถึงจะกลับมาที่นี่” มองชง กล่าว

“งั้นเหรอ ตอนนี้ยิ่งไม่ค่อยมีเวลากันเท่าไหร่แล้วด้วย เจ้ามั่นใจแน่นะว่าพวกเค้าปลอดภัย”

“ครับ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอก รับรองว่าปลอดภัย” มองชง การันตี

ฮวางจอง และซ๊อกรัน เดินทางมาถึงบ้านเบ๊กเทและราษฎร ก็ถูกต้อนรับอย่างดี

“เชิญเผ่านาได้ ฮะ ๆ”

“ท่านมาแล้วเหรอ?” ชายคนหนึ่ง กล่าว

“มากันแล้วเหรอค่ะ?” หญิงราษฎรอีกคนมาทัก

“ยินดีที่ได้พบครับ”

“อืม ๆ สบายกันดีรึเปล่า? เราต้องมา รบกวนพวกท่านอย่างนี้ ต้องขอโทษด้วยครับ” ฮวางจอง กล่าว

“อึย อะไรกัน ถ้าเทียบกับสิ่งที่ทำให้เรา แค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก นอกจากท่านจะช่วยรักษาลูกให้เราแล้ว ยังเคยช่วยรักษาคนในหมู่บ้านเราด้วย”

“แต่เรามีแค่ ห้องซอมซ่อมมาเป็นห้องหอให้พวกท่าน ต้องขอโทษด้วยนะ” หญิงประชาชนกล่าว

“ไม่หรอกค่ะ ห้องเล็กน่ารักดี ข้าชอบมันมากเลย” ซ๊อกรัน กล่าว

“เจ้าจุดเตา เพิ่มความอุ่นรึยัง?” เบ๊กเท ถาม

“เรียบร้อยแล้วครับ” ชายราษฎรกล่าว

“กับข้าวก็เตรียมไว้แล้ว ข้าวก็นำมาแล้ว” หญิงราษฎรกล่าว

“ขอโทษที่ต้องให้คุณทำแทนนะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“ขอโทษอะไรกัน ถ้าต้องการอะไรเพิ่ม ก็บอกมาได้เลยนะ” หญิงราษฎร กล่าว

“ค่ะ” ซ๊อกรันกล่าว

“เอาล่ะ ตอนนี้เรารีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ”

“ออกไป ใช่ เราต้องออกไปแล้ว เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวพักกัน…ให้สุดกำลังกันเลยนะ ฮิ ๆ” ชายประชาชน กล่าว

“พักกันให้เต็มกำลังนะคะ”

“ครับ ค่อย ๆ เดินนะครับ เอ่อ…ห้องนี้มัน ดูเล็กไปนิดนึงนะ หึ ๆ ๆ ต้องพาท่านมาอยู่ ห้องเล็กแบบงี้ ต้องขอโทษด้วยนะ” ฮวางจอง กล่าว

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าคิดว่ามันดีออกนี่นา นี่ถือเป็นที่พิเศษของเรา ใช่รึเปล่าคะ?” ซ๊อกรัน กล่าว

“ครับ”

เจอุ๊ก จะนำเหล้าไปให้โดยัง แต่เขาเดินออกมาพอดี

“ทำไมล่ะ?” โดยังถาม

“ทำไมอะไรกัน ตอนนี้ยูซ๊อกรันกำลังเข้าห้องหอกับแพทย์ฮวางจอง เฮ้อ…เอ่อ ข้านี่มันปากเสียจริง ๆ เอ่อ รอข้าเดี๋ยวนะ เสร็จธุระแล้วจะรีบมา” เจอุ๊ก กล่าว

“ไปเถอะ” โดยัง บอก

ที่บ้านของประชาชน ซ๊อกรัน และฮวางจอง ช่วยกันจัดที่นอน

“นี่คงจะเป็นผ้าห่มใหม่ มันนุ่มมากเลยค่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“โอ้ อูย นุ่มมากจริง ๆ ด้วย” ฮวางจอง กล่าว

“ทำไมถึงนั่งที่ตรงนั้นล่ะ” ซ๊อกรัน ถาม

“อ้อ คือข้าต้องเช็ดให้เท้าแห้งก่อนน่ะ อูย ๆ” ฮวางจอง กล่าว

“คิก…” ซ๊อกรัน แอบหัวเราะ

“เอ่อ อะไรเหรอ?” ฮวางจอง ถาม

“เช็ดจนไฟลุกแล้วมั้ง” ซ๊อกรัน แกล้งประชด

“อ้อ อันนี้เหรอ ก็ถ้าไม่เช็ดเท้าให้แห้งก่อน เดี๋ยวจะเป็นแบคทีเรีย ท่านก็รู้นี่นา อูย ๆ เช็ดเรียบร้อยแล้ว เฮ้อ…เรา เข้านอนกันดีมั้ย?”

“อืม เหนื่อยแล้วล่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“แหมพวกเค้านี่ก็ น่าจะมีที่นอนมาให้อีกสักชุด แค่นำมาอีกชุดนึงก็นอนสบายขึ้นเยอะแล้ว จริงมั้ย?”

“ท่านนี่ก็ สามีเมียก็ต้องนอนอันเดียวกันสิ” ซ๊อกรัน กล่าว

“โอ้ย ข้าลืมไปเลย ฮะ ๆ แหม ข้าลืมไปเลยเนี่ย ฮะ ๆ โอ้ย…แหะ ๆ วันนี้แพทย์ยู คงจะรู้สึก เหนื่อยมากเลยสินะ”

“ไม่ซักหน่อย มันเป็นงานแต่งที่สวย งามรวมทั้งมีค่ากับผ่านากเลย เอ่อ เราก็แต่งงานกันแล้ว ทำไมต้องใช้คำสุภาพอยู่อีกล่ะ”

“เอ่อ ข้าเหรอครับ ให้ข้าเลิกใช้ศัพท์พวกนี้กับแพทย์ยูข้าคง…ทำไม่ได้หรอกครับ”

“แต่ข้ารู้สึกไม่คุ้นนี่นา”

“ถ้าท่านรู้สึกไม่คุ้น ก็ช่วยทนหน่อยเถอะครับ” ฮวางจอง กล่าว

“ทำไมล่ะ?” ซ๊อกรัน ถาม

“แพทย์ยูครับ สำหรับข้าแพทย์ยูก็คือ ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้า และยังเป็นคนที่ทำให้ข้าได้ก้าวเดินมาบนเส้นทางของหมอ และยังมาเป็นเมียของข้าในตอนนี้ ดังนั้นนอกจากจะรักแพทย์ยูแล้ว ข้าจะให้ความเคารพท่านด้วย ข้าคงเปลี่ยนคำศัพท์นี้ไม่ได้ แพทย์ยูครับ”

“คะ”

“ข้ารักท่านนะครับ” ฮวางจอง กล่าว

“ข้าก็รักท่านเหมือนกัน”

ที่เจจุงวอน หมอเอวิสัน บอกกับทุกคนเรื่องฮวางจอง

“แพทย์ฮวาง ได้มาพบผมในช่วงก่อนวันแต่งงาน และได้ลาออก…จากตำแหน่งหัวหน้าแพทย์ประจำของเจจุงวอนแล้ว แพทย์ฮวาง…ได้เสนอ ให้แพทย์ เบ๊กโดยังมารับหน้าที่หัวหน้าแพทย์แทน ผมกับฮอร์ตั้น ได้ปรึกษากับแพทย์โก ตัดสินใจให้แพทย์เบ๊กมาเป็นหัวหน้าแพทย์ที่นี่ เพราะแพทย์เบ๊กเป็นคนที่มีน้ำใจและยังมีทักษะอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ตั้งแต่วันนี้ แพทย์เบ๊กจะมารับหน้าที่หัวหน้าแพทย์เจจุงวอนต่อไป” เอวิสัน กล่าว

“ขอบคุณมากครับ ในสภาวะที่บ้านเมืองต้องตกอยู่ในภาวะแสนทุกข์เข็ญ ข้าเบ๊กโดยัง ได้มีโอกาสเผ่านารับหน้าที่หัวหน้าแพทย์…ของเจจุงวอนแห่งนี้ ในขณะที่เจจุงวอนกำลังถูกญี่ปุ่นกดดันจนเราต้องขาดยาและตกอยู่ในสภาวะลำบาก แต่เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา เจจุงวอนของเรา ไม่เคยหวั่นเกรงและหวั่นไหวในสิ่งกลุ่มนี้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ความพยายามของแพทย์ฮวางจอง อดีตหัวหน้าแพทย์ของเรา ต้องสูญเปล่าแน่” โดยัง กล่าว

“ฮะ ๆ ๆ นั่นหลานข้า เท่รึเปล่าหะ ดูยิ่งใหญ่ใช่มั้ย?” คูฮอน กล่าว

“โธ่เอ๊ย เค้าก็เป็นศิษย์ของข้านะ หืม” โอ กล่าว

“ฮะ ๆ ๆ” โอ และคูฮอน หัวเราะ

“เค้ากลับมาในตอนนี้ ก็ยังไม่สายเกินไป”

“เท่สุด ๆ ไปเลย นังนัง ข้าต้องสานความเกี่ยวเนื่องแพทย์เบ๊กต่อให้ได้” มียอง กล่าว

“เคยเริ่มกับแพทย์เบ๊กด้วยเหรอ ข้าไม่เห็นรู้เลย ฮึ่ย” นังนัง กล่าว

เมื่อโดยังกลับมาที่เจจุงวอนก็เริ่มลงตรวจคนไข้ทันที

“แพทย์เบ๊กโดยังมาแล้วครับ เรามีคนป่วยทั้งหมด 6 คน เป็นมาลาเรีย 2 คน ริดสีดวงทวาร 3 คน และคนป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบ 1 คน นี่เป็นคนไข้มาลาเรียครับ ตอนเข้าโรงพยาบาลมามีอาการไข้ขึ้นสูง ผอ.เอวิสันจึงได้ให้ยาควินินและแอนตี้ไพรินกับเค้าไปแล้วครับ” เด็กนักเรียนแพทย์ กล่าว

“อาการของคุณปกติดีแล้วนะครับ มีใครสามารถอธิบายอาการของ…โรคมาลาเรียให้ผมฟังได้บ้าง?” โดยัง ถาม

“มาลาเรียแบ่งเป็นระยะสั่น ระยะร้อน รวมทั้งเป็นระยะเหงื่อออกครับ”

“ใครสามารถระบุอาการโดยรวมของโรคมาลาเรียได้บ้าง” โดยัง ถาม

“อุจจาระจะแปลงเป็นสีแดงดำ” เด็กนักเรียน อีกคนตอบ

“อุจจาระจะเปลี่ยนเป็นสีแดงดำ คนไข้จะมีอาการอาเจียน รวมทั้งมีอาการไข้ด้วยครับ”

“มีแค่นี้เหรอ?”

“อาจมีอาการที่คนไข้เป็นลม ปอดอักเสบหรือหัวใจวายได้ด้วย”

“การที่ไม่ระบาดในหน้าร้อน คุณรู้มั้ยว่ามันเป็นเพราะอะไร?”

“เพราะมันมีระยะฟักตัว 1-2 สัปดาห์ แต่ก็อาจฟักตัวโดยใช้เวลาหลายเดือนก็ได้”

“เพอร์เฟกต์ ตอบได้ดีมาก”

“ว้าว ยอด” หลายๆคนกล่าว

“พวกเค้าดูเหมือนแพทย์ฮวางกับแพทย์เบ๊ก ที่เคยแย่งกันเป็นที่หนึ่งเลยนะคะ” มียอง กล่าว

“หึ ๆ งั้นเหรอ? งั้นข้าขอถามอะไรทุกคนสักอย่างสิ แวดวงแพทย์มีอะไรที่สำคัญยิ่งกว่าการแข่งขันอีก หึ นั่นก็คือการร่วมแรงร่วมใจ มันจะทำให้พวกเจ้าก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งกว่าแข่งขันหลายเท่า” โดยัง กล่าว

“ครับ พวกข้าจะจำเอาไว้” ผู้เรียน แพทย์ กล่าว

วาตานาเบ้ รู้ว่าโดยังกลับไปที่เจจุงวอนก็ไม่พอใจ

“หะ นี่หมอเบ๊กโดยังเปลี่ยนเป็นหัวหน้าแพทย์ที่มีตำแหน่งเทียบเท่ากับหัวหน้าแผนกศัลยกรรม… โอ๊ย…”

“เอ่อ ใช่แล้วครับท่าน” คิมโทน กล่าว

“ท่านผอ.ครับ” ซาโต้ กล่าว

“ผมไม่เป็นไร”

“ท่านผอ.ใจเย็นไว้ก่อนครับ ระวังจะเกิดลมในช่องปอดท่านนะครับ” คิมโทน กล่าว

“หุบปากเสีย ๆ ของคุณได้แล้ว เฮ้อ ถึงผมจะหายใจไม่ทัน แต่มันเป็นเพราะผมโกรธต่างหาก สรุปว่าเบ๊กโดยังได้แปลงเป็นหัวหน้าแพทย์ไปแล้ว นี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับเราซักเท่าไหร่?” วาตานาเบ้ กล่าว

“มันน่าจะเป็นข่าวดีของเรานะ เราจะได้ วัดความสามารถกับเบ๊กโดยังกันไปเลย”

“ไม่ใช่เลย มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเบ๊กโดยังน่ะ ยังรับมือยากกว่าหมอ …ฮวางจองตั้งหลายเท่าแน่ะ”

“ก็ไหนท่านเคยบอกว่าหมอฮวางจองเก่งกว่าเค้าไงครับ?” คิมโทน ถาม

“ตอนนี้ มันไม่ได้มองกันในมุมนั้นแล้ว เพราะเบ๊กโดยังน่ะ ดูจากที่ทำการผ่าตัดที่เจจุงวอน หรือว่าท่าทีที่ปฏิบัติต่อคนที่ผ่าตัดด้วย ต้องบอกว่าความสามารถพอกับฮวางจอง แต่ที่เค้าเหนือกว่าฮวางจองคือการตัดสินใจของเค้า”

“ถ้ากล่าวถึงเรื่องผ่าตัด ผมก็มีความมั่นใจนะครับ” ซาโต้ กล่าว

“อืม จริงอยู่ คุณเองก็ไม่เลว แต่ก็ยังสู้เบ๊กโดยังไม่ได้หรอก อา…แถมเบ๊กโดยังยังเคยอยู่ที่โรงพยาบาลฮันซองเราด้วย ดังนั้นเขาจึง…รู้จัก
เรามากกว่าใครทั้งนั้น เชอะ เท่ากับตอนนี้โรงพยาบาลของเรา ได้เลี้ยงงูเห่าให้มาเป็นภัยกับตัวเราเอง” วาตานาเบ้ กล่าว

“อืม” คิมโทน กล่าว

“แถมในตอนนี้ โรงพยาบาลเจจุงวอนใหม่ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นคงจะมีเครื่องมือการแพทย์ที่เหนือกว่าเรา พวกนั้นจึงควรก้าวล้ำเราไปไกลแน่ อ้อ แต่ที่น่ายินดีก็คือฮวางจองไม่มีทางมาอยู่ในโรงพยาบาลใหม่กับเบ๊กโดยังแล้ว ฮะ ๆ”

“เอ่อ ท่านหมายความว่า ที่ฮวางจองไปอยู่กับทหารอาสา เป็นเรื่องน่ายินดีกับโรงพยาบาลเราเหรอครับ” คิมโทน ถาม

ฮวางจองและกลุ่มทหารอาสา ประชุมคิดแผนในการกู้ชาติ

“จุดที่เราต้องรับผิดชอบตรงนี้ก็คือสถานทูตญี่ปุ่น เดิมจะโจมตีรัฐบาลรักษาการ แต่เป็นเพราะยุทโธปกรณ์ของเรายังไม่พร้อมสักเท่าไหร่ จึงปล่อยให้หน่วยอื่นไปทำแทน” ฮวางจอง กล่าว

“ไม่ ๆ ไม่นะ ข้าคิดว่ามันเป็นเรื่องดีซะมากกว่า เพราะว่าเราคุ้นเคยกับสถานทูตญี่ปุ่นดี” โอ กล่าว

“ใช่ครับ ๆ”

“แถมสภาพของเราตอนนี้ มันก็ดีขึ้นกว่าเดิมตั้งเยอะแล้ว เราได้เก็บกองกำลัง ที่แตกพ่ายเผ่านาในกองกำลังทหารอาสา ถ้ารวมกับกองกำลังของหัวหน้าเชด้วย ก็เพิ่มมากขึ้นมาตั้ง 20 คนแล้ว” ยกชิก กล่าว

“มีคนมาร่วมกันเยอะ พอมีข่าวว่าแพทย์ฮวางจองกลับมาแล้ว ทุกคนก็แย่งกันมาร่วมกองกำลังกันใหญ่ ตอนนี้เท่าที่ข้าได้ตรวจกองกำลัง…เรามีถึงร้อยกว่าคนแล้ว”

“ข้าต้องขอบคุณจริง ๆ แต่เป็นเพราะเรา ยังไม่เคยมีประสบการณ์การรบจริงทำให้รู้สึกห่วงอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ข้าวางใจแล้ว” ฮวางจอง กล่าว

“ดังนั้นเราจึงอยากรีบเริ่มในการทำการฝึกกองกำลังทหารอาสากลุ่มนี้โดยเร็ว ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่ามีภารกิจอะไรรออยู่” ชายอีกคนกล่าว

“เรายังมีทหารอาสาจากต่างถิ่นที่ยังเดินทางมาไม่ถึง ภายหลังที่ทุกหน่วยได้ทำการปิดล้อมรอบๆนี้แล้ว ท่านแม่ทัพจะเป็นคนกำหนดเวลาให้เราก่อน ถึงตอนนั้นเราจะปล่อยปละไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมมากที่สุด” ฮวางจองกล่าว

หลังประชุมคิดแผนแล้วฮวางจองก็กลับมาที่บ้าน

“แพทย์ยูครับ ข้ากลับมาแล้วครับ”

“มาแล้วเหรอ?” ซ๊อกรัน กล่าว

“อืมครับ นี่ท่านกำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ?” ฮวางจอง ถาม

“ข้ากำลังเลือกผ้าสวย ๆ จากกองผ้าของข้า เพราะบนเขามันหนาวน่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“โอ๊ย ทำกับข้าวไว้แล้วด้วยเหรอ เอ่อ กลิ่นข้าวไหม้นี่ ดมแล้วให้ความรู้สึกหอมดีนะ”

“ข้าขอโทษด้วยนะ ทำตามที่มักเซงบอกแล้วแต่ก็ยังเป็นอย่างงี้อีก” ซ๊อกรัน กล่าว

“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก เพราะข้าคิดว่าจะไหม้ก็อร่อยหรือว่าไม่สุกดีก็อร่อย” ฮวางจอง กล่าว

“ข้ายังไม่ทันได้ทำกับข้าวให้คุณกินเลยซักมื้อ ท่านก็ต้องไปทำงานแล้ว” ซ๊อกรัน กล่าว

“ครับ เพราะว่ามันหมดวันที่ลาแล้ว ข้าจึงต้องกลับไป แถมข้ากำลัง…จึงควรกลับขึ้นไปบนเขาแล้ว ในช่วงเวลานั้น ท่านคงจำเป็นจะต้องเหนื่อยกับการดูแลคนไข้แย่แน่เลย ฮะ ๆ”

“ท่านกลับมาคราวนี้ ข้าจึงควรทำกับข้าวไว้รอให้ได้ ถ้าเป็นแล้ว ข้าจะทำกับข้าวให้คุณกินทุกวันเลย”

“โอ๊ย ขึ้นเขามาทั้งวันหิวจังเลย อื้ม กับข้าวนี่อร่อยจัง หุ ๆ” ฮวางจอง กล่าว

ฮวางจอง เดินทางมาส่งซ๊อกรันเพื่อให้กลับบ้าน

“จากตรงนี้ไปให้ข้า…เดินไปเองดีมากยิ่งกว่า” ซ๊อกรัน กล่าว

“ไม่ได้หรอก ให้ข้าไปส่งต่ออีกหน่อยนะ” ฮวางจอง กล่าว

“ไม่ได้หรอก เดี๋ยวจะมีคนสะกดรอยตาม”

“ข้าจะไปเยี่ยมแพทย์อยู่บ่อย ๆ นะ” ฮวางจองกล่าว

“ต่อให้คุณมาหาข้า…ก็แค่มองไกล ๆ ก็พอ”

“แหะ ไปทั้งทียังไม่ได้ทักทายท่านแม่ยาย ข้าต้องฝากขอโทษท่านแม่ยายด้วยนะ”

“ค่ะ” ซ๊อกรัน รับปาก

“ข้าจะมองท่านเดินจากตรงนี้นะ”

“ค่ะ”

“เรา…ทำตามที่ตกลงกันไว้นะ”

“บอกลาเพื่อให้จะเจอะกันใหม่ใช่มั้ย? ถ้างั้น ท่านก็คอยมองข้าจากตรงนี้ มองข้าเดินไปนะ”ซ๊อกรัน กล่าว

“อืม” ฮวางจอง รับปาก

เมื่อซ๊อกรัน กลับมาและจากนั้นก็เข้าไปที่เจจุงวอน

“ตอนนี้แพทย์ฮวางสบายดีรึเปล่า?”เอวิสัน กล่าว

“ค่ะ เค้าสบายดี หมอฮอร์ตั้น ข้าคงทำให้คุณเหนื่อยแย่สินะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“ไม่เป็นไร ไม่ได้ลำบากอะไรมากหรอก แม้กระนั้นทำไมคุณถึงไม่ใส่แหวนเอาไว้ล่ะ? คุณไม่มีแหวนเหรอ?” หมอฮอร์ตั้น กล่าว

“อ้อ ไม่ใช่ค่ะ เพราะว่าไม่ต้องการจะให้ใครรู้ จึงนำมาทำสร้อยคอแทนน่ะค่ะ แพทย์ฮวางเองก็ทำเหมือนกับข้าด้วย” ซ๊อกรัน กล่าว

“ความคิดแพทย์ฮวางสินะ” โดยัง ถาม

“ค่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“อ้อ จริงสิ เอ่อ ไม่ได้ยินข่าวของซึงยอนใช่มั้ย?” โดยัง ถาม

“ค่ะ มีเรื่องอะไรเหรอ?”

“สุขภาพของนางไม่ค่อยดี ที่จริงควรจะพัก แต่คนไข้โรงพยาบาลโบกูมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไม่มีเวลาได้พัก ถ้าสะดวกแพทย์ยูรีบไปช่วยคุณตรวจคนไข้หน่อยจะดียิ่งกว่า” โดยัง กล่าว

“ค่ะ งั้นข้าจะไปเดี๋ยวนี้เลยละกัน”

“อย่าไปตามลำพัง พาชิลบกไปกับเจ้าด้วยนะ” โดยัง กล่าว

“ค่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

ที่โรงพยาบาลโบกู เมื่อซ๊อกรันเดินทางมาถึงก็รีบเข้าไปหาซึงยอน

“เป็นนับจากไหร่เนี่ย?” ซ๊อกรัน ถาม

“กลางวันวันก่อนน่ะ ตอนนั้นข้าเป็นลมหมดสติไป แต่ไม่เป็นไรแล้ว”

“ตอนแรกข้าก็บอกเจ้าแล้วไงว่าให้พักน่ะ”

“แค่ก ก็คนไข้มากันตั้งเยอะแยะ เป็นเจ้าจะยอมพักเหรอ?” ซึงยอน กล่าว

“แต่ก็ต้องหาเวลาให้ตัวเองได้พักบ้างสิ”

“เข้าใจแล้ว ต่อไปเจ้าว่ายังไงข้าก็ทำอย่างนั้น โอเค?” ซึงยอน กล่าว

“ก็ดี ดีมาก”

“แล้วตอนนี้เจ้าสบายดีรึเปล่า?” ซึงยอน ถาม

“อืม”

“สภาพการณ์ตอนนี้ ทำให้พวกเจ้าต้องอยู่ห่างกัน คนรักกันจะได้อยู่ด้วยกันสักที มันก็แสนจะยากลำบาก คงต้องรอบ้านเมืองสงบแล้ว แพทย์ฮวางถึงจะได้อยู่…กับเจ้าอย่างหายห่วงซักที”

“ไม่เป็นไรหรอก” ซ๊อกรัน กล่าว

ซ๊อกรัน เจอชิลบก ก็ถามว่าเป็นบุรุษพยาบาลแล้วสนุกรึเปล่า

“ก็สนุกดีหรอกครับ แต่คนก็ชอบล้อว่าข้า ไปทำงานของผู้หญิงน่ะ” ชิลบก กล่าว

“แล้วทำมั้ย?”

“ต้องทำต่อไปสิครับ ข้าจะพยายามทำอย่างดีเลย ข้าคงจะอยู่ที่นี่ไปตลอดแล้วล่ะ”

“ดีแล้ว อย่างงี้ก็ดี"

"นี่ชิลบก” ซ๊อกรัน กล่าว

“เอ่อ ครับแพทย์ยู” ชิลบก ถาม

“ตอนนี้คนที่ตามเรามา มีกี่คนเหรอ?”ซ๊อกรัน กล่าว

“ตอนแรกตามมา 2 คน ตอนนี้ก็น่าจะแค่ 2 คน” ชิลบก กล่าว

“ตอนนี้ข้าจะขอไปดูดวงที่ตรงนั้นซักหน่อย อย่าปล่อยให้ใครเข้าใกล้ข้านะ เจ้าคอยเฝ้าอยู่ตรงนี้แหละ”

“เอ่อ แพทย์ไม่เชื่อเรื่องนี้นี่”

“รู้สึกปัญหาเยอะเลยอยากดูหน่อยน่ะ”ซ๊อกรัน กล่าว

“เอ่อ ก็นั่นสินะ ท่านไปดูเถอะข้าจะเฝ้าตรงนี้เอาไว้ให้เอง”

“ขอบใจนะ ช่วยดูดวงให้ข้าหน่อยได้มั้ยคะ?” ซ๊อกรัน กล่าว

“ฮื้อ ๆ…ถ้างั้นก็โปรดบอกเวลาตกฟากของท่านมา” ฮวางจอง ที่ปลอมตัวมาดัดเสียงแหบ

“ท่านรู้เวลาตกฟากข้าดีนี่นา” ซ๊อกรัน กล่าว

“ข้าจะรู้ของท่านลูกค้าได้ไง แค่ก ๆ” ฮวางจอง กล่าว 

“ฮิ ๆ ว่าแล้วมันต้องเป็นอย่างงี้ รอตรงนี้นานรึเปล่า?” ซ๊อกรัน ถาม

“ไม่นานหรอก เพราะข้ารู้เวลาที่แพทย์จะผ่านมา จึงมารอก่อนเวลานั้นแค่ 10 นาทีเอง เวลานี้ พวกคนที่เจจุงวอน สบายดีรึเปล่า?

ชิลบกเขาดูไม่เลวเลยนะ” ฮวางจอง กล่าว

“ท่านคงจะได้ข่าวมาแล้วมั้ง” ซ๊อกรัน ถาม

“ข้าต้องการจะได้ยินจากปากของแพทย์ยูเองน่ะ” ฮวางจอง กล่าว

“ทุกคนสบายกันดีค่ะ แพทย์เบ๊กมารับช่วงของแพทย์ฮวางและก็ทำได้ดีไม่มีความผิดพลาด”

“ข้าไม่เป็นห่วงเรื่องแพทย์เบ๊กหรอก ข้ารู้ว่าเค้าต้องทำได้ดีแน่”

“แต่ตอนนี้ ซึงยอนเพื่อให้นของข้า ล้มป่วยเพราะเหนื่อยจนเกินไป” ซ๊อกรัน กล่าว

“อืม มีหมอยูคอยช่วยอีกเดี๋ยวก็คงจะดีขึ้น” ฮวางจอง กล่าว

“ข้าจะดูแลเค้าเอง แม้กระนั้นทำไมถึงได้มาหาข้าล่ะ แค่ไม่นานก็นึกถึงข้าแล้วเหรอ?” ซ๊อกรัน กล่าว

“ฮะ ๆ มันแน่อยู่แล้ว ที่ผ่านาก็เพราะว่านึกถึงแพทย์ยู แต่ก็มีสาเหตุอีกอย่างนึง” ฮวางจอง กล่าว

“มีอะไรอีกเหรอ?” ซ๊อกรัน ถาม

“วันลงมือได้ถูกกำหนดแล้ว ข้าจึงต้องการจะมาเยี่ยมแพทย์ยู”

“ท่านไม่เป็นอะไรหรอก” ซ๊อกรัน กล่าว

“เรื่องนั้นแน่ๆ ฮะ ๆ ข้าต้องไม่เป็นอะไรอยู่แล้วครับ ข้าก็แค่ต้องการจะมีโอกาสมาพบมาเห็นหน้าเมียของข้าแค่นั้นอีกอย่างนึง ข้าก็ยังอยากที่จะจับมือเมียของข้าด้วย” ฮวางจอง กล่าว

“งั้นดูลายมือให้หน่อยสิ” ซ๊อกรัน กล่าว

ทหารญี่ปุ่นที่คอยสะกดรอยตามซ๊อกรัน กลับมารายงานให้ทูตญี่ปุ่นรู้

“วันนี้มีเรื่องพิเศษเรื่องนึงครับ หลังจากกลับจากโรงพยาบาลโบกู ได้ยินว่านางไปดูดวงและดูลายมือที่ตลาดด้วย”

“หึ คงจะกลุ้มใจที่ชีวิตพักนี้ไม่ค่อยราบรื่นสินะ”

“น่าจะใช่ครับ” ทหารญี่ปุ่น กล่าว

“ตอนนี้มีคนสะกดรอยหมอผู้หญิงเจจุงวอนคนนั้นอยู่ทั้งหมดกี่คนล่ะ?”

“ปกติ มีคนตามอยู่ 2 คนครับ แถวบ้านคุณ มีคนเฝ้าอีก 6 คนครับ” ทหารญี่ปุ่น รายงาน

“ตอนนี้คงจึงควรถอนคนกลับมาให้หมด” ทูตญี่ปุ่น กล่าว

“ท่านหมายความว่า…”

“มีคนรายงาน…จากรัฐบาลรักษาการว่าคนพวกนั้นเคลื่อนไหวแล้ว และในคืนนี้ ให้ทหารของจักรวรรดิญี่ปุ่นทั้งหมดมารวมตัวกัน เพื่อให้จะไปปฏิบัติภารกิจการกวาดล้างครั้งใหญ่”

“เราจำเป็นที่จะต้องไปด้วยมั้ยครับ?” ทหารญี่ปุ่น ถาม

“ทหารของสถานทูตไม่ต้องไปด้วย พวกเจ้าไม่ต้องเข้าไปยุ่งหรอก…คอยสังเกตการณ์ก็พอ”

“ไฮ้” ทหารญี่ปุ่น กล่าว

ชักแท วิ่งหน้าตื่นเผ่านาบอกโดยังว่าเกิดเหตุใหญ่ขึ้น

“ญี่ปุ่นระดมพลเพื่อให้จัดการทหารอาสา จนทหารอาสาส่วนใหญ่ ไม่บาดเจ็บก็ล้มตาย” โดยัง กล่าว

“แล้วคนที่รอดชีวิตล่ะคะ?” ซ๊อกรัน ถาม

“น่าจะแตกกระจายออกไป แพทย์ยูครับ แพทย์ฮวางต้องไม่เป็นอะไร ถ้าเค้าบาดเจ็บคงมาที่นี่แล้ว” ชักแท กล่าว

“ไม่หรอก ถ้าพวกเค้าบาดเจ็บแล้วมารักษาตัวที่นี่จริง ก็ต้องถูกจับตัวไปแน่” โดยัง กล่าว

“คงไม่เป็นไรนะ”

“ข้าเองก็หวังไว้อย่างนั้น แม้กระนั้นซ๊อกรัน มีวิธีที่พอจะติดต่อแพทย์ฮวางได้รึเปล่า?” โดยัง ถาม

“ก็พอจะมีอยู่” ซ๊อกรัน กล่าว

ซ๊อกรัน กับชิลบก รีบเดินทางออกมาเพื่อให้ไปตรวจคนไข้

“โอ๊ย ๆ แพทย์ยูครับ ทำไมถึงเดินเร็วนักล่ะครับ เอ๊ะ ตรงนี้เคยมีหมอดูมาเปิดแผงอยู่นี่” ชิลบก กล่าว

“เรารีบไปเถอะ คนไข้กำลังรอเราอยู่” ซ๊อกรัน กล่าว

“ครับ”

“กินหลังอาหารวันละสามครั้ง กินซักสามวันนะ” ซ๊อกรัน บอกคนไข้

“ขอบคุณมากค่ะ”

“แพทย์ยู” แองเจล่า เรียก

“อ้อ ขอโทษด้วยค่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“มีเรื่องอะไรเหรอ ฉันเห็นคุณเป็นแบบงี้ตั้งนานแล้ว” แองเจล่า ถาม

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ไม่สบายตรงไหนคะ?” ซ๊อกรัน ถามคนไข้

ชิลบก เห็นซ๊อกรัน ผิดปกติก็เข้าไปถาม

“เป็นเพราะหมอดูคนนั้นใช่มั้ยครับ?”

“เรารอตรงนี้ซักพักนะ” ซ๊อกรัน บอกทุกคน

“อ้อครับ แต่…ที่อื่นก็มีหมอดูเก่ง ๆ นะ” ชิลบก กล่าว

ซ๊อกรัน นั่งรอหวังว่าจะเจอฮวางจอง เมื่อเวลาผ่านไปนาน ชิลบกจึงมาบอกว่าควรจะเดินทางต่อได้แล้วเพราะได้เวลากินข้าวเที่ยงแล้ว

“นั่นสินะ ไปเถอะ”

ทูตญี่ปุ่นแจ้งกับวาตานาเบ้ ว่าหลังจากกวาดล้างกองกำลังทหารอาสา โดยไม่ทันให้ตั้งตัว ทำให้ทัพพวกมันไม่มีกำลังพอจะก่อการในฮันซองได้อีกแล้ว

“เอ่อ แล้วเจ้าฮวางจองเป็นยังไงบ้างครับ?” วาตานาเบ้ ถาม

“ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าฮวางจองมันเป็นหรือตาย แต่ต่อให้ไม่ตาย ถ้าคิดจะระดมทหารขึ้นที่นี่อีกคงเป็นไปไม่ได้ แถมยังกลับไปที่เจจุงวอนอีกก็ไม่ได้ด้วย ใช่รึเปล่า?

“เอ่อ แปลว่า จะหยุดการตามล่าฮวางจองรึเปล่าครับ?”

“จะหยุดค้นหาไม่ได้ ตราบใดที่มันยังอยู่ก็ต้องคอยสร้างปัญหาให้กับเราอีกแน่ ไอ้เจ้านี่ ถ้าหากยังไม่อาจจับกุมเอาตัวมันมาเพื่อให้ประหารชีวิตได้ เราจะไม่หยุดตามหามัน”

“ไฮ้ ต้องตามจับตัวมันมาให้ได้” วาตานาเบ้ กล่าว

มองชง เผ่านาหาซ๊อกรันเพื่อให้บอกข่าวของฮวางจอง

“มองชง แล้วแพทย์ฮวางล่ะ?”

“เค้าปลอดภัยดีครับ ที่ข้าวิ่งมาไม่หยุด ก็เพื่อให้จะมาส่งข่าวนี่แหละครับ เอ่อ เค้าบอกว่าเค้าจะมาร่วมในพิธีเปิดโรงพยาบาลเจจุงวอน เซเวอแรนส์ครับ ให้ผ่านาบอกว่า แพทย์ยูต้องรักษาสุขภาพให้ดี แพทย์คงเข้าใจนะ” มองชง กล่าว

“ฟู่ ๆ เฮ้อ…” ซ๊อกรัน ถอนหายใจ

เมื่อถึงวันที่เปิดโรงพยาบาลเจจุงวอน เซเวอแรนส์ มีคนมาร่วมงานจำนวนมาก

“ยินดีด้วยกับการเปิดโรงพยาบาลใหม่” ทูตญี่ปุ่น กล่าว

“ขอบคุณท่านทูตมาก” เอวิสัน กล่าว

“แพทย์เบ๊ก ยินดีด้วย” วาตานาเบ้ กล่าว

“ขอบคุณท่านมากครับ”

“ไฮ้ ว้าว แพทย์ยูซ๊อกรัน เอ่อ ยินดีด้วยจริง ๆ ฮะ ๆ ๆ อืม แม้กระนั้นวันดี ๆ อย่างนี้ กลับไม่มีแพทย์ฮวางอยู่ ถ้าเค้ายังมีชีวิตอยู่ก็คงจะดีนะฮะ ๆ ๆ” วาตานาเบ้ กล่าว

ฮวางจอง แอบมาพบซ๊อกรันในวันเปิดโรงพยาบาลเจจุงวอน เซเวอแรนส์

“ทำตัวเป็นธรรมชาติไว้ครับ” ฮวางจอง กล่าว

“ค่ะ” ซ๊อกรันกล่าว

“เฮ้อ ในที่สุดก็ได้เปิดแล้ว ข้าเคยฝันไว้ว่า จะได้รักษาคนไข้กับแพทย์ยูในโรงพยาบาลนี้” ฮวางจอง กล่าว

“จำเป็นต้องมีวันนั้นแน่” ซ๊อกรัน กล่าว

“เราคงจะตั้งกองกำลังทหารอาสาที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว”

“งั้นก็แปลว่า…”

“เราได้รับข่าวจากแม่ทัพฮงที่ก่อการในแมนจูเรีย ว่าเค้ากำลังต้องการแพทย์ทหารไปตรงนั้น และเมื่อข้าได้ยินข่าวนี้ ก็ความรู้สึกว่าสมองผ่านันแจ่มชัดขึ้นทันที ถึงจะไม่สามารถจับปืนมาทำสงครามได้ แต่การที่เป็นหมอ ไปช่วยรักษากองกำลังทหาร ก็เป็นการทำสงครามเพื่อให้บ้านเมืองเหมือนกัน ช่วงก่อนเพราะหน้าที่ผู้นำกองกำลังทหาร ทำให้ลืมไปว่าตัวเองเป็นหมอคนนึง ตอนนี้ข้าพบวิธีใหม่ที่จะ สามารถทำสงครามเพื่อให้บ้านเมืองเราได้แล้ว”

“ก็แปลว่า ท่านต้องไปที่แมนจูเรียเหรอ? ถ้างั้นข้าจะไปกับท่าน” ซ๊อกรัน กล่าว

“ที่แบบนั้น ให้ข้าไปคนเดียวคงจะเหมาะสมมากกว่า”

“ไม่ได้ ท่านจะไปคนเดียวไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราสาบานแล้วว่าจะเป็นสามีเมียกันตลอดไป ขอแค่ได้อยู่กับแพทย์ฮวาง อยู่ที่ไหนข้าก็ไม่กลัว ไปกันเถอะ ไปด้วยกัน” ซ๊อกรันกล่าว

ซ๊อกรัน บอกกับแม่ว่าจะตามฮวางจองไปที่แมนจูเรีย“มักเซง ลูกข้ากำลังพูดอะไรเนี่ย” แม่ซ๊อกรัน กล่าว

“เอ่อ คุณหนูจะตามแพทย์ฮวาง ไปที่แมนจูเรียค่ะ”

“ท่านแม่คะ ข้าขอโทษนะ”

“ซ๊อกรันจ๊ะ แม่สร้างกรรมอะไรไว้เหรอ แม่ทำความผิดอะไรไว้ อายุปูนนี้แล้วยังต้องมาเจอเรื่องอย่างนี้อีก”

“คุณหนู อย่าไปเลยนะคะ ถึงคุณหนูไป ก็รังแต่จะเป็นภาระให้แพทย์ฮวาง”

“นั่นสิ ถ้าลูกติดตามพวกประกาศเอกราชไปตรงนั้น ลูกจะไปทำอะไรได้ หะ?”

“มันมีเรื่องที่ข้าทำได้อยู่” ซ๊อกรัน กล่าว

“เจจุงวอนก็มีเรื่องให้ลูกทำนี่นา โรงพยาบาลเจจุงวอนใหม่ก็พึ่งจะจะเปิดตัวเอง คนไข้ตรงนั้นก็ต้องการการรักษานะ” แม่ซ๊อกรัน กล่าว

“ตรงนั้นมีหมอฮอร์ตั้นอยู่แล้วนี่คะ”

“มักเซง เจ้ามาช่วยข้ากล่อมนางทีสิ”

“ถ้าจะไปจริง ก็ต้องไปเงียบ ๆ”

“มักเซง” แม่ซ๊อกรัน กล่าว

“อย่าได้บอกกับใครในเจจุงวอนเด็ดขาดนะ ถ้าจะบอกจริงก็บอกแค่…คุณชายเบ๊กคนเดียวก็พอ” มักเซง กล่าว

“โอ๊ย…”

“จ้ะ ก่อนไปข้าจำเป็นที่จะต้อง…ไปที่โรงพยาบาลโบกูก่อน ซึงยอนเค้าป่วยหนักอยู่”

“เฮ้อ…”

ฮวางจอง มาลาชักแท ก่อนที่จำเป็นที่จะต้องไปแมนจูเรีย

“ข้าไม่ควรจะพูดเล้ย เมื่อก่อนข้าชอบบอกว่าไปต้าชิง ตอนนี้เจ้ากลับต้องไปแมนจูเรีย”

“นั่นน่ะสิ” ฮวางจอง กล่าว

“ถ้าเจ้าตายข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ เข้าใจมั้ย?”

“ชะตาชีวิตข้า เจ้าน่าจะรู้ดียิ่งกว่านะ” ฮวางจอง กล่าว

“ทำไมแพทย์ยูถึงยังไม่มาอีก นัดว่าพบกันที่นี่ไม่ใช่เหรอ?” ชักแท กล่าว

“เดี๋ยวก็คงมา” ฮวางจอง กล่าว

“แพทย์ฮวาง” โดยัง กล่าว

ซ๊อกรัน มาเยี่ยมซึงยอน ที่โรงพยาบาล

“ซึงยอน มันอะไรกันเนี่ย?”

“ลิวคีเมียระยะสุดท้าย”

“หะ ซึงยอน” ซ๊อกรัน กล่าว

“คุณยอมอดทนต่อความเจ็บปวด เพื่อให้ที่จะรักษาคนป่วยให้มากที่สุด ทำให้อาการคุณทรุดหนัก” แองเจล่า กล่าว

“แต่คุณควรจะห้ามคุณนี่”

“ฉันคอยห้ามคุณตลอด” แองเจล่า กล่าว

“ซึงยอน…ซึงยอน อย่าเป็นแบบงี้สิ เป็นอย่างงี้ได้ยังไง?” ซ๊อกรัน ร้องไห้

“ข้าน่ะ…ข้าไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าผ่านีเจ้าอยู่ ข้าไปก็คง…จะไปได้อย่างสบายใจ เรื่องคนไข้ ฝากด้วยนะ”

“ซึงยอน” ซ๊อกรัน กล่าว

“ซ๊อกรัน ขอโทษด้วยนะ”

“ซึงยอน ๆ โฮ…ซึงยอน ซึงยอน ฮือ ๆ… ซึงยอน ๆ ฮือ ๆ…ซึงยอน” ซ๊อกรัน ร้องไห้

เวลาผ่านไปซ๊อกรันยังไม่มาตามนัด โดยังมองว่าผิดปกติ

“ซ๊อกรันเป็นคนที่ไม่เคยผิดนัดมาก่อนเลยนี่นา” โดยัง กล่าว

“หรือแพทย์จะถูกพวกญี่ปุ่นพัวพันเอาไว้” ชักแท กล่าว

“อ้อ มานั่นแล้ว” โดยัง กล่าว

“แพทย์ยูครับ เกิดอะไรขึ้น เกิดเหตุอะไรขึ้น?”

“ซึงยอนเสียชีวิตแล้ว” ซ๊อกรัน กล่าว

“หะ?”

“นางเอาแต่รักษาคนไข้ ไม่ยอมดูแลตัวเอง”

“รถไฟจะออกแล้วครับ” ชักแท กล่าว

“เอาล่ะ เราคงต้องไปแล้ว” ฮวางจอง กล่าว

“ทางซึงยอนน่ะ ข้าจะไปช่วยเอง” โดยัง กล่าว

“ข้า.. คงไปแมนจูเรียไม่ได้แล้ว ขอโทษด้วยนะ เพราะข้าเองก็ลืมไปว่าข้าเป็นหมอเหมือนกับแพทย์ฮวาง ท่านทำเพื่อให้คนไข้ที่ต้องการหมอ เลยต้องไปที่แมนจูเรีย ข้าเองก็ต้องอยู่ที่นี่เพื่อให้รักษา…คนไข้เหมือนกันค่ะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“พูดอะไรของเจ้าเนี่ย? ข้าบอกแล้วว่าจะไปช่วยตรงนั้น” โดยัง กล่าว

“ไม่ได้ ทำแบบนั้นไม่ได้ ข้าจะทอดทิ้งคนไข้ไปไม่ได้” ซ๊อกรัน กล่าว

“ไม่เป็นไรครับ” ฮวางจอง กล่าว

“แพทย์ฮวาง” โดยัง กล่าว

“ก่อนที่แพทย์ยูจะมา…เป็นเมียของข้า ก็เป็นหมอมาก่อน ข้าจะเคารพการตัดสินใจ ของแพทย์ยูเสมอ”

“ข้าขอโทษนะ” ซ๊อกรัน กล่าว

“ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ” ชักแท กล่าว

“ข้าคงต้องไปแล้ว” ฮวางจอง กล่าว

“รถจะออกแล้ว”

“แพทย์ฮวาง” ซ๊อกรัน ร้องไห้

เวลาผ่านไป 5 ปี ที่โรงพยาบาล โดยังตรวจคนไข้เด็ก

“เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร?”

“โตขึ้นข้าก็ต้องการจะเป็นหมอครับ”

“ทำไมล่ะ?” โดยัง ถามต่อ

“ข้าต้องการจะเป็นเหมือนกับแพทย์ ที่สามารถช่วยชีวิตของคนไข้ทุกคนได้ครับ”

“ลูกข้าบอกว่าชอบแพทย์ที่สุดในโลกเลย” แม่ของเด็กกล่าว

“แล้วชอบข้าตรงไหนล่ะ?”

“ชอบทุกอย่างเลยครับ”

“เจ้าเด็กคนนี้นี่ ไปรับยาข้างนอกนะครับ” โดยัง กล่าว

“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

“แล้วพบกันใหม่ครับ” เด็กชาย กล่าว

“ดีมาก ไว้ค่อยพบกันนะ” โดยัง กล่าว

ที่แมนจูเรีย ซ๊อกรัน ได้มาหาฮวางจอง

“แพทย์ฮวาง”

“ข้าจะสร้างโรงพยาบาลของเราขึ้นที่นี่” ฮวางจอง กล่าว

“งั้นก็สร้างโรงเรียนแพทย์ด้วยนะ” ซ๊อกรัน บอกสามี

Continue Reading

แทกิล ยอดพยัคฆ์นักล่า ตอนที่ 9.3

เมื่อพบเบาะแสของออนยอนเป็นนัดแรกในรอบสิบปี แทกิลก็ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภารกิจ เพื่อให้นร่วมเป็นร่วมตาย หรือแม้กระทั่งเรื่องที่เขาสงสัยว่าอดีตคนรักกำลังหลบหนีไปกับแทฮา เขารีบกระโดดขึ้นม้าแล้วควบออกไปโดยไม่สนใจซอลฮวา ซอลฮวาจึงกระโดดขึ้นม้าตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ แล้วควบตามแทกิลไปโดยทิ้งเชและวังซอนเอาไว้เบื้องหน้า ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่มีม้าและเงินติดตัว

อีกด้านหนึ่งในเมืองฮันยาง ลูกสมุน 2 คนของจีโฮได้นำจดหมายมาส่งให้เสนาบดีอี กยองชิก ที่ศาลาริมน้ำตามคำสั่งของชอลวุง เมื่อทราบว่าชอลวุงฆ่าอิม ยองโฮแล้ว และกำลังทำภารกิจที่เหลือก่อนมุ่งหน้าไปยังเกาะเชจู เสนาบดีก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาออกจากศาลาโดยทิ้งอาหารและเครื่องดื่มอย่างมากเอาไว้ พอลูกสมุนของจีโฮดื่มเหล้าและทานอาหารเหล่านั้นเข้าไปพวกเขาก็สิ้นใจตาย 

หลังทั้งคู่เสียชีวิตเพราะถูกฆาตกรรม ชาวเมืองฮันยางต่างก็ตกอยู่ในอาการขวัญผวาเพราะมีคนถูกฆ่าตายในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 3 ราย รวมทั้ง พัค บยอง* ชนชั้นสูงที่ถูกอ๊บบ๊กยิงเสียชีวิตก่อนหน้านี้ไม่นาน 

* ตัวละครในเรื่องเรียกพัค บยอง ว่า พัค จินซา เพราะเขาสอบขุนนาง (จินซาชิ) ผ่าน

ส่วนทางด้านแทฮาและเฮวอนก็กำลังล่องเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะวอนโท หลังพูดคุยเรื่องการเดินทางแล้ว เฮวอนก็ถามแทฮาแบบไม่อ้อมค้อมว่า ทำไมเขาถึงกลายมาเป็นทาส แทฮายังคงปฏิเสธว่า 'เขาไม่ใช่ทาส' เฮวอนจึงกล่าวเสียงแข็งว่า แล้วความจริงคืออะไร เขาเป็นทาสแต่กลับบอกว่าตัวเองไม่ใช่ทาส  เขาเองก็ถูกคนไล่ล่าแต่กลับบอกว่าตัวเองไม่ได้หลบหนี แล้วคุณควรจะเชื่อในสิ่งที่เห็นหรือเชื่อคำพูดของเขาดี และจะมีคำพูดไหนที่คุณเชื่อถือได้บ้าง 

เฮวอนยังกล่าวด้วยว่า เขาเป็นข้างเอ่ยปากชวนคุณมาเอง ในเมื่อไม่ไว้ใจแล้วจะพาคุณมาด้วยทำไม ไหนๆ ก็ต้องร่วมชะตากรรมเดียวกันแล้ว คุณจึงอยากรู้ต้นสายปลายเหตุ และจุดประสงค์ที่แท้จริงในการเดินทางไปยังเกาะเชจู

แทฮาเล่าเรื่องราวในอดีตให้เฮวอนฟังว่า หลังกลับจากต้าชิง เขาก็ถูกชอลวุงและเสนาบดีรวมหัวกันใส่ความ… ขณะถูกขังคุกด้วยข้อหายักยอกข้าวหลวงไปขาย  อิม ยองโฮ ก็แวะมาเยี่ยมแทฮา โดยบอกให้เขาลาออกจากตำแหน่งและยอมรับยอมรับสารภาพในวันรุ่งขึ้น แต่แทฮาซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ขาเพราะถูกทรมานอย่างหนัก บอกว่าตนยอมถูกประหารดียิ่งกว่าต้องทนอยู่อย่างคนไร้ศักดิ์ศรีและมีตราบาปติดตัวทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำผิดอะไร

อิม ยองโฮ บอกว่า ถึงแม้จะอยู่อย่างอัปยศแต่แทฮาก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะองค์รัชผู้สืบสกุลได้ฝากจดหมายลับไว้ให้แทฮาก่อนที่พระองค์จะถูกลอบปลงพระชนม์ โดยบอกให้รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วจึงค่อยส่งให้แทฮา  อิม ยองโฮ เองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาที่เหมาะสม แต่แทฮาจำเป็นจะต้องมีชีวิตอยู่จนกว่าจะถึงวันนั้น และทางเดียวที่จะไม่ถูกประหารก็คือการยอมรับความผิดที่ตนเองไม่ได้ก่อ ด้วยเหตุนี้แทฮาและคนของเขาจึงยอมรับรับ ทำให้ถูกลดชั้นจนแปลงเป็นทาสในที่สุด

เฮวอนถามต่อว่า ที่เขาหลบหนีเป็นเพราะต้องการลบล้างข้อกล่าวหา เพื่อให้จะได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม (ก่อนถูกลดชั้นให้แปลงเป็นทาส) ใช่ไหม… แทฮาปฏิเสธโดยกล่าวว่า เขามีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ เฮวอนถามว่าในโลกนี้จะมีอะไรสำคัญไปกว่าการปลดปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นจากการเป็นทาส แทฮาตอบว่า แม้ต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าการเป็นทาส เขาก็ต้องทำภารกิจอะไรบางอย่างให้สำเร็จลุล่วง เฮวอน มองหน้าแทฮาแล้วพูดว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการเป็นทาสอีกแล้ว 

หลังได้ฟังเรื่องราวของแทฮา เฮวอนก็ถอดเสื้อคลุมออก แล้วฉีกผ้าผูกเสื้อออกมาให้แทฮาใช้เป็นผ้าพันศีรษะ  แทฮามองเฮวอนด้วยความซาบซึ้งใจ เขานำผ้าที่เฮวอนให้มาผูกปิดรอยสักรอบๆหน้าผาก โดยมีสายตาของเฮวอนคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา หลังผูกผ้าเสร็จแล้วเขาก็ก้มศีรษะลงนิดหน่อยเพื่อให้แสดงความขอบคุณ

Continue Reading

The Dark Knight Rises | แบทแมน อัศวินรัตติกาล …ผงาด!

ค่ำคืนนี้ ผมมีนัดกับหนังไตรภาคภาคจบเรื่องหนึ่งซึ่งรอคอยมานาน หลังจาก 2 ภาคแรกทำเอาไว้ดีมาก จนทุกคนคงจะเหมือนๆ กัน คือ คาดหวังว่า ภาคจบของมัน “The Dark Knight Rises” หนังที่ยาวที่สุดในชีวิตของผู้กำกับฯ อย่าง Christopher Nolan เลยทีเดียว

The Dark Knight Rises
ชื่อไทยที่แปลกันตรงๆ โต้งๆ ไปเลยว่า “แบทแมน อัศวินรัตติกาล ผงาด” หลังจากเราได้ทำความรู้จักกับต้นกำเนิดใน Batman Begins ได้รู้จักกับจุดเปลี่ยนสู่ด้านหม่นหมองของซูเปอร์ฮีโร่ ใน The Dark Knight ปีนี้ เราจะได้พบกับการกลับมาผงาดอีกทีของแบทแมน

จะว่าไปแล้ว ภาคที่สองของไตรภาคนี้ ถือเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ระดับมาสเตอร์พีซไปเลยนะ เพราะแม้หนังจะยาว แต่เชื่อว่า ทุกคนการันตีได้ว่ามันเป็นหนังที่สุดยอดมาก แบทแมนในแบบฉบับของโนแลนค่อนข้างจริงจัง และเล่นใจความสำคัญที่หนักแน่นซับซ้อน การดำเนินเรื่องที่มีพลิกผัน รวมทั้งมีความขัดแย้งระหว่างตัวละคร แต่อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้เขาตั้งอกตั้งใจทำเป็นไตรภาค

บทความที่เกี่ยวข้อง
Photo of รีวิว Tenet เทเน็ท | ความหมกมุ่นในเวลาของโนแลน
รีวิว Tenet เทเน็ท | ความหมกมุ่นในเวลาของโนแลน
2 weeks ago
Photo of รีวิว Project Power โปรเจกต์ พาวเวอร์ พลังลับพลังฮีโร่ | ใครๆ ก็เป็นฮีโร่ได้?
รีวิว Project Power โปรเจกต์ พาวเวอร์ พลังลับพลังฮีโร่ | ใครๆ ก็เป็นฮีโร่ได้?
3 weeks ago
Photo of รวม 10 ภาพยนตร์ดังจากผลงานการกำกับของ Christopher Nolan
รวม 10 ภาพยนตร์ดังจากผลงานการกำกับของ Christopher Nolan
April 21, 2020
Photo of รีวิว ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ Howl’s Moving Castle | พ่อมดสุดหล่อกับยายโซฟี
รีวิว ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ Howl’s Moving Castle | พ่อมดสุดหล่อกับยายโซฟี
April 7, 2020

 
เพราะฉะนั้น นี่คือภาคสรุป

หลังจากใน The Dark Knight เราได้พบว่าตัวละครบางตัวตายไป ในภาคนี้ ตัวละครอีกหลายตัวก็ยังคงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นั้นอยู่ โดยเฉพาะบรู๊ซ เวย์น ที่ยังคงเก็บตัวอยู่ในบ้านหลังใหญ่มานาน 8 ปี ในภาวะที่ก็อธแธมอยู่ในภาวะสงบปราศจากอาชญากรรม ผู้ร้ายถูกจับขังคุกไปหมดแล้ว เมืองนี้ดูจะไม่ต้องการฮีโร่อีกต่อไป

ก่อนที่จะได้พบว่า วายร้ายตัวฉกาจกำเนิดขึ้นอีกรอบแล้ว มันคือ เบน (Tom Hardy) มนุษย์ร่างยักษ์ที่ต้องสวมหน้ากากอยู่ตลอดเวลา แถมยังต้องมาเจอกับสาวสวยตาโตที่ดอดมาขโมยข้าวของในบ้านไปเสียอีก แถมไม่ใช่ใครที่ไหน คุณคือ Catwoman (Anne Hathaway) นั่นเอง และจากนั้นก็ยังมีนายตำรวจชายหนุ่มคนใหม่ จอห์น เบลค (Joseph Gordon-Levitt) และสาวสวยที่รับหน้าที่สำคัญในเวย์น เอนเตอร์ไพรส์ อย่าง มิแรนด้า เทต (Marion Cotillard) ที่มาช่วยเสริมทัพให้ภาคนี้แน่นปึ้ก

ร่วมกับตัวละครเก่าๆ ที่คุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะ ลูเซียส ฟ็อกซ์ (Morgan Freeman), ลุงอัลเฟรดที่เลี้ยงบรู๊ซมาแต่เล็กแต่น้อย (Michael Caine) และลุงตำรวจ จิม กอร์ดอน (Gary Oldman)

 
ตัวละครเยอะขนาดนี้ แต่ก็ถือว่า เขาเกลี่ยหน้าที่ให้ทุกคนได้ดีทีเดียว

The Dark Knight Rises – Poster 1
The Dark Knight Rises – Poster 2
ถ้าจะลองเปรียบเทียบกันดูกับภาคที่แล้ว ถ้าความยาว TDKR แซงนำหน้าเพราะยาวถึง 164 นาที แต่ถ้าเอ๋ยถึงเนื้อเรื่องแล้ว TDK ภาคที่แล้วดูจะแน่นปึ้กและดูเครียดขึ้งกว่ากันอยู่นิดหน่อย สำหรับผม TDKR ดูเข้าใจง่ายกว่า ไม่ซับซ้อนมากจนปะติดปะต่อเรื่องยาก มีจุดพลิกผันบ้าง จุดหักมุมบ้าง แต่ก็มีช่วงเวลาที่เอื่อยเฉื่อยบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับทำให้หาวหรือง่วงอะไร ขณะที่ช่วงเวลาลุ้นสนุกก็ทำได้ถึงพริกถึงขิงเชียว ดูจบแล้วซาบซึ้งเต็มอิ่ม และยังไม่รู้สึกเลยว่าหนังมันยาวอะไร

The Dark Knight Rises – Journey [ซับไทย]
เรื่องราวที่มีอยู่หลายปมให้เราได้ฉุกคิด ในขณะที่เราดูจะสิ้นสุดหนทาง หากยังมีความหวังเราก็คงพร้อมที่จะก้าวเดิน ความกลัวเป็นสิ่งที่ควรจะกำจัดเสมอไปใช่หรือเปล่า บางครั้ง ความกลัวก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ แล้วความเท่าเทียมล่ะ ถ้าทุกคนเท่าเทียมมันจะแก้อะไรๆ ในโลกนี้ได้เหรอ หลากหลายปัญหาให้ช่วยกันขบคิดแหละ ขออย่างเดียวว่าอย่าไปคาดหวังก่อนจะเข้าไปดูก็แล้วกันครับ

Continue Reading

นาคี 2

“นาคี 2 เล่าเรื่อง 60 ปี หลังจากตำนานเจ้าเเม่นาคีได้จบลงไป ตำนานบทใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น สร้อย (อุรัสยา เสปอร์บันด์) หญิงสาวราษฎรผู้จงรักภักดีกับเจ้าเเม่นาคี เเละ ร.ต.อ. ป้องปราบ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) ตำรวจชายหนุ่มไฟแรงจากกรุงเทพผู้ไม่เชื่อในเรื่องเหลือเชื่อต่าง ๆ ทั้งคู่ต้องมาเผชิญหน้ากับคดีฆาตกรรมปริศนาใน บ้านดอนไม้ป่า ที่พัวพันกับตำนานเจ้าเเม่นาคีที่เคยเกิดขึ้น ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้ความจริงของตำนานนี้มากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งพบว่า ชีวิตของพวกเขาผูกพันกับคำสาปของเจ้าแม่นาคีอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ และอันตรายที่คาดไม่ถึงก็คืบคลานเผ่านาหาพวกเขาอย่างช้า ๆ”

นาคี 2 ภาพยนตร์อันเกี่ยวกับศรัทธา และ พญานาค รีวิว ไม่สปอยล์ 2

ตำนานที่ยังคงมีชีวิตจนถึงยุคปัจจุบัน
หนังเปิดเรื่องมาโดยการเกริ่นเรื่องจากละครนาคี อย่างคร่าวๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ก่อนจะไปสู่เนื้อเรื่องของหนังอย่างรวดเร็ว ส่วนตัวชอบความที่บทหนังทำให้เรานึกถึงหนังเเนวระทึกขวัญที่มีคนตายเเบบอดีตกาล ๆ ทำให้เราต้องมาลุ้นว่าใครมาเป็นคนร้ายจะเป็นตัวละครเอกหรือเปล่า โดยช่วงเเรกนาคีเดินเรื่องฉับไวมาก เเต่ก็ไม่ได้เร็วขนาดที่จะไม่เข้าใจ เพราะหนังมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ปม ๆ เดียวเพียงแค่นั้นพร้อมเเทรกมุขตลกเผ่านาได้อย่างถูกจังหวะ เเละความเชื่อมโยงพระนางที่มองว่าเบาบางไปนิด เเต่ก็พอทำให้เข้าใจได้ เพราะหนังใส่ความขัดเเย้งของสองตัวละครตัวนี้ตลอดเวลา ซึ่งมันจะไปเฉลยชัดๆในช่วงองค์ท้ายของเรื่อง

ช่วงที่สอง หนังค่อนข้างจะเริ่มอืด มีเดดเเอร์โดยเฉพาะคู่พระนาง เเต่ก็มีความโรแมนติกปนกระอักกระอ่วนบ้างเเค่มองตาก็เข้าใจได้ว่าความรู้สึกเป็นอย่างไร สลับกับความเชื่อมโยงที่คิดว่าพัฒนาของพระนางเพราะบริบทของหนังมันชวนให้เป็นเเบบนั้นจริงๆ โดยสอดเเทรกความรุนเเรงของคนที่อยู่ในที่ทางทีละนิด ถึงเรื่องความเชื่อที่มันค่อยๆ ขยายไปเป็นวงกว้าง จนทำให้เกิดเหตุนาคีนี้ขึ้น 

ช่วงสุดท้ายคือช่วงที่พีคที่สุด เพราะมันพุ่งพล่านมาก เเบบหนังใส่ความเป็นเเฟนตาซี ใส่ซีจี เต็มรูปเเบบ เเละดราม่าในเวลาพร้อมๆกัน ผิดกับช่วงระทึกขวัญในช่วงเเรกๆ ซึ่งส่วนตัวชอบช่วงท้ายสุดเลย เพราะเป็นตอนที่ทุกปมจะเฉลยออกมาเเละมันก็ค่อนข้างที่จะดีพอเข้าใจในความหมายจนน้ำตาซึม ก่อนที่หนังจะจบอย่างรวดเร็วเเม้จะตอบคำถามของคอละคร เเต่ส่วนตัวมองว่ามันรวบรัดไปหน่อย อดคิดไม่ได้ว่าจะมีภาคต่อนาคี ซึ่งส่วนตัวมองว่ามีหรือเปล่ามีก็ไม่เสียหาย เพราะหนังมันก็จบในตัวได้อยู่เเล้ว

นาคี 2 ภาพยนตร์อันเกี่ยวกับศรัทธา และ พญานาค รีวิว ไม่สปอยล์ 3
ภาพที่สะท้อนในตำนาน
ลายเซ็นพี่อ๊อฟไม่ทิ้งลายเดิม เพิ่มเติมคือมุมกล้องที่มีความพัฒนาขึ้นมาก นาคี 2 ดูให้อารมณ์เเบบหนังฝรั่งอินดี้ๆ ที่เเช่ภาพเเล้วให้ตัวละครเเสดงไป เเต่หนังก็มีหลายฉากที่ชวนให้นึกถึงละครเหมือนกัน เเต่ก็ถือเป็นภาพยนตร์ผิดจากการเเสดงตัวอย่างที่มุมกล้องดูไม่ใช่ภาพยนตร์ อาจเพราะมุมกล้องต่างกันด้วย เเถมใส่ Dead Air เสียงเงียบแทนอารมณ์อึดอัด ซึ่งมันก็เยอะไปหน่อย เเต่ก็เห็นอารมณ์ตัวละครได้ชัดเจน สื่ออารมณ์เเละภาพได้ดี นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์ให้ตีความระหว่างตัวละคร ที่ถ้าสังเกตจะเห็นถึงนัยยะบางสิ่งที่แอบแฝงไว้

คุณสยมภู ผู้กำกับภาพมือเยี่ยมจาก Call Me My Your Name เเละ Suspiria กลัว มากำกับภาพให้ นาคี 2 ซึ่งช่วยให้หนังมีลายเซ็นของเขาอีกตรงที่มันมีความฝรั่งโดยเฉพาะการเเสดงฉาก เเสง สีต่าง ๆ ที่กับหนังได้อย่างน่าแปลก ทำให้หนังมีความอินเตอร์เพิ่มมากขึ้นจริงๆ ไม่ปฏิเสธว่าทำไมต่างประเทศถึงยกย่องให้เป็นผู้กำกับภาพที่เก่งกาจ เพราะเขาทำออกมาได้ดีจริง ๆ

ในงานด้าน CG คือ โคตรดี โคตรเจ๋ง มีน้อยเเต่ใช้คุ้ม ใส่กันจัดเต็มไม่เกรงใจทุน ใช้ทีมเดียวกับที่ทำในละครนาคี เเต่ได้เพิ่มรายละเอียดชวนตื่นตามากขึ้น เเต่ก็ค่อนข้างจะเป็นฉากในที่มืด เลยดูเป็นกลบเกลื่อนความไม่เนียน จนเห็นไม่ชัดด้วย พร้อมกับหัวข้อที่ธรรมดา แต่กินใจ

อดีตก็ให้มันเป็นเรื่องของอดีต อย่าให้มันกลับมาทำให้เจ็บปวดอีก ความรักมีอานุภาพเกินกว่าจะอธิบายด้วยเหตุผล ไม่ว่าจะรักอย่างบริสุทธิ์หรือรักด้วยความชิงชังก็ตาม
นาคี 2

ผู้ตกอยู่ในวังวนของตำนาน
ตัวละครใน นาคี นั้นมีอย่างมากจนต้องแยกออกทีละคนเลย เพราะนาคีก็เชื่อมโยงกับเรื่องนี้

– ญาญ่า ในบทสร้อย เราจะได้เห็นผู้หญิงธรรมดาลึกลับซึ่งสื่อสารทุกอย่างผ่านเเววตาเเละอารมณ์ มีเพียงภาษาอีสานที่สื่อสิ่งที่คิดออกมาอย่างเต็มรูปเเบบ ญาญ่าทำได้ดีมากๆ ในเรื่องการพูดสำเนียง ฟังเเล้วเชื่อว่าเป็นคนบ้านดอนไม้ป่าจริงๆ เล่นน้อยเเต่มาก ยิ่งฉากสุดท้ายขอซูฮกจนน้ำตาไหลเลย

– ณเดชน์ ในบท ป้องปราบ รับบทเป็นตำรวจผู้ไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดี มีความกวนประสาทเเต่ไม่ลบหลู่ มีความเท่ พอจะเป็นซีนอึดอัดหรือตะลึงก็เล่นได้ดี พอมาเล่นซีนตลกร่วมกับ ปอยฝ้ายเเละอิ๊ด โปงลาง ก็ดูไม่โดดไปจากคนอื่นๆ ชวนให้หมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน
– เเต้ว ในบท เจ้าเเม่นาคี ทุกฉากที่สื่อออกมา ทำให้เจ้าเเม่นาคีมีชีวิตจิตใจมากกว่าในเวอร์ชั่นละคร เเม้ฉากจะมีไม่มากก็ตาม
– เคน ผมทึ่งกับเคนมากในบทของทศพล เเทบจะไม่มีบทพูดอะไรเลย เเต่เราเห็นเรารู้สึกเลื่อมใส ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยบุญ น่าเป็นที่ศรัทธา
– ปอยฝ้ายกับอิ๊ด ตัวโจ๊กของหนังอย่างเเท้จริง ตลกตั้งเเต่สำเนียง ยันตลก Visual ที่มีเผ่านาเวลาเคร่งเครียด
– อุ้ม ตอนเเรกคิดว่าจะโอเวอร์เเอคติ้ง เเต่เปล่า คุณทำได้ดีมากในบทดราม่า ซีนอารมณ์คุณน่าสะพรึงมาก

นาคี 2

นาคี 2 กับ เสียงแว่วของตำนาน
ดนตรีแบบโบราณ ๆ กับภาพยนตร์ดี ตื่นตาตื่นใจเเละเงียบงันจนน่ากลัว ให้หนังมีความลึกลับ ดื่มด่ำ ไม่ได้มีอะไรอะไรที่พิเศษ แต่ได้ความขลังของฉากเผ่านา ในส่วนของเพลงประกอบของ นาคี ภาคนี้ คือ เพลงสายเเนนหัวใจ ของก้อง ห้วยไร่ เป็นเพลงที่ถูกเเต่งขึ้นมาเพื่อให้หนังเรื่องนี้อย่างเเท้จริง เสริมให้เห็นภาพความรักเเละความข้องเกี่ยวของพระพระนางให้อินได้ดีเลย เเต่ในเวอร์ชั่นเอนเครดิต เป็นเวอร์ชั่นร้องร่วมกับ ไข่มุก เดอะวอยซ์ ด้วยนะครับ

เรื่องของตำนาน
อาจจะเป็นความหรรษาเเค่ ชั่วโมงครึ่ง เเต่มันก็น่าประทับใจที่หนังเรื่องนี้เหมือนมีมนต์สะกดมากๆ มันมีอะไรบางสิ่งที่เชื่อมโยงกับคนไทยได้ในเรื่องความเชื่อผสมผสานกับความเรียบง่ายที่เข้าถึงผู้คน โดยใส่ความเเฟนตาซีเข้าไปอย่างพอดี ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ควรค่าเเก่การดูซ้ำ หรือจะดูหนึ่งรอบ ก็ถือว่าหนังทำหน้าที่ของการเป็นภาคต่อของละคร นาคี ที่ดีมาก ๆ เเต่ส่วนของความเป็นภาพยนตร์ อาจจะยังดูไม่ถึงขั้นดี เเต่ก็อยากให้ทุกคนลองไปสัมผัสดู ชอบไม่ชอบไม่เป็นไร เเต่อยากให้ไปลองดูว่า “ความเชื่อ” นั้น เป็นเรื่องมหัศจรรย์ขนาดไหน

Continue Reading