เล่าสู่กันฟัง Death Stranding

หลังหายนะครั้งยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า ‘Death Stranding’ ก็เกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่ทำให้สังคมมนุษย์ต้องถดถอย

ทั้งเงาดำลึกลับจากโลกหลังความตายที่เรียกว่า ‘BT’ ที่จะพรากทุกชีวิตที่มันสัมผัส ทั้งการเกิด ‘Timefall’ ฝนที่ตกจากฟ้าและเร่งอายุขัยของสิ่งมีชีวิตให้ร่วงโรย และแม้แต่ความตายของมนุษย์ที่เคยเป็นเรื่องแสนธรรมดาก็จะทำให้เกิดระเบิดทำลายล้างที่ถูกเรียกว่า ‘Voidout’

สังคมไปสู่ยุค Dystopia สิ่งก่อสร้างถูกทิ้งร้าง ชุมชนทั้งหลายถูกตัดขาดออกจากกัน ผู้คนต้องหลบลงอาศัยในเชลเตอร์โดยไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น แม้การเดินทางในระยะสั้นๆบนพื้นผิวดินก็อาจจะอันตรายถึงชีวิตและยังเสี่ยงจะสร้างวอยด์เอาท์ทำให้ผู้คนอีกอย่างมากต้องตายตามไป การมีชีวิตอยู่ในความหวาดกลัวเพียงลำพังคือธรรมชาติใหม่ของมนุษย์

‘แซม’ ในฐานะพอร์ทเตอร์ จะออกเดินทางเพื่อให้ไปช่วยเหลือคนสำคัญ และในระหว่างเส้นทางที่ยาวไกล เขาจะเชื่อมต่อผู้คนทั้งหลายเข้าด้วยกัน ธีมหลักของ Death Stranding ก็เรียบง่ายเท่านี้เอง

Death Stranding รีวิว เล่าสู่กันฟัง 
Death Stranding รีวิว เล่าสู่กันฟัง
แค่ส่งของมันสนุกตรงไหน?
ก่อนเกมออก คำอธิบายของโคจิม่าที่บอกว่าเกมนี้เป็นเกมแนวใหม่ เกมแนว ‘Strand’ ไม่ทำให้คนเข้าใจมากขึ้นว่ามันจะสนุกยังไง พอมาเล่นเองก็ …อ้อ ความสนุกของเกมนี้ มีรูปแบบแตกต่างไปจากที่คาดหวังพอสมควร

หัวข้อแรก สำหรับเรา Death Stranding ไม่ได้ใหม่ในแง่ที่ว่ารูปแบบการเล่นนั้นไม่เคยมีมาก่อน องค์ประกอบในSystemการเล่นทั้งหลายของเกมนี้ล้วนเป็นSystemที่เคยพบเจอในเกมอื่นมาก่อนแล้วทั้งสิ้น

ทั้งการแชร์สิ่งก่อสร้างกับผู้เล่นคนอื่น การเดินทางแบบใช้สตามิน่าบนพื้นผิวสมจริง การจัดการอุปกรณ์และสัมภาระโดยมีน้ำหนักควบคุม ผู้คนจำนวนมากคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วในไตเติ้ลแอคชั่นต่างๆ

แต่ความใหม่ของเกมนี้ คือSystemเหล่านั้นถูกโฟกัสเป็นSystemหลักของเกม เพิ่มมิติความลึก,เพิ่มทางเลือกให้มีความซับซ้อน และนำมาประกอบเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างพอดี พูดง่ายๆมันไม่เคยมีใครมาทำเกมส่งของในสเกล AAA ที่ลึกละเอียดระดับนี้มาก่อน

ใจความสำคัญต่อมาคือความสนุก ฟุตเตจทั้งหลายที่เราเห็นกันคือนอร์แมนรีดีสเดินตุปัดตุเป๋แบกของตัวโย้ไปตามที่ราบสูงต่ำอันเวิ้งว้างไร้ผู้คน แต่การส่งของในเกมนี้ มันไม่ใช่ ‘แค่’ส่งของ น่ะสิ

สิ่งที่เราไม่เห็นจากเทรลเลอร์ หรือเห็นแล้วแต่ไม่เข้าใจ คือความสนุกในการจัดการ (micromanagement) และ ความสนุกที่ได้พัฒนา (sense of progress) ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนในฐานะคนเล่น ไม่ใช่คนดู

คิดเยอะคิดแยะ
จุดที่เราชอบและคิดว่าเกมนี้ทำได้ดีมาก คือการสอดประสานระหว่างการเล่นและเรื่องราวที่ต้องการจะสื่อ ทุกอย่างที่ทำนั้นมี conext ทำให้ผู้เล่นอินกับโลกของเกมได้ เราเป็นพอร์ทเตอร์ คนส่งของและส่งสาร ในโลกที่มีทั้ง BT, Voidout, Timefall และสภาพแวดล้อมที่อันตราย Systemเกมทุกอย่างก็ถูกออกแบบมาสร้างความลึกให้ประสบการณ์การรับบทเป็นคนส่งของนี่ล่ะ และผู้เล่นเองก็จะได้คิดคิดแผนจัดการตลอดเวลา

โดยปรกติเราเป็นคนชอบSystemที่ต้องคิดแผน จัดการทรัพยากร จัดการอะไรเล็กๆน้อยๆ…เป็นคนแบบที่สนุกกับการจัดกระเป๋าใน Resident Evil 4 ค่ะ และเกมนี้ก็ให้รางวัลกับคนที่ชอบทำอะไรทำนองนั้นมากเลย เพราะมันจะสร้างความแตกต่างระหว่างการเล่นอย่างชัดเจน

เริ่มตั้งแต่การเลือกออร์เดอร์ หากคิดแผนดี เราอาจเลือกรับงานได้หลายๆงานในเส้นทางเดียวกันไม่ต้องเสียเวลาวิ่งไปมา จากนั้นก็เตรียมของที่จำเป็นจะต้องเอาไปส่ง สัมภาระทุกอย่างในเกมจะระบุน้ำหนักและขนาด กล่องไซส์เดียวกันก็จะสแตคต่อกันได้ดี

และเพราะว่าแบกของติดตัวไปได้ในจำนวนจำกัด ของแต่ละอย่างที่เอาไปจึงต้องจำเป็นจริงๆ และต้องเผื่อที่ว่างสำหรับการขนของในขากลับ หรือของจำเป็นอื่นๆที่จะเจอระหว่างทาง

เล่าสู่กันฟัง  Death Stranding 1
Death Stranding รีวิว เล่าสู่กันฟัง
ต้องคำนึงถึงสมดุลในการทรงตัวของแซม การเลือกจัดการสัมภาระให้ไม่หนักไปทางใดทางหนึ่ง หรือจะสร้างยานพาหะอย่างมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาเพื่อให้ย่นระยะเวลาเดินทาง แต่ก็ต้องคิดก่อนว่าเส้นทางที่จะไปนั้นอาจมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับรถ แทนที่จะเร็วกลับช้า

มีการเลือกสร้างอุปกรณ์ช่วยเหลือในระหว่างเดินทางด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่ปลดล็อคและอัพเกรดได้เรื่อยๆจากการสร้างความเกี่ยวข้องกับผู้คน ตั้งแต่โครงสร้างง่ายๆอย่างบันได เชือกโรยตัว เสาชาร์จแบตเตอรี่ ร่มกันฝนไทม์ฟอล ไปจนถึงสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆอย่าง สะพาน ถนน ซิปไลน์สำหรับโหน หรือเซฟเฮาส์

และเพราะว่าเรามีวัตถุดิบที่จำกัด การสร้างของแต่ละครั้งจึงต้องผ่านการใคร่ครวญ วางสะพานตรงจุดนี้ดีแล้วรึเปล่านะ? ถ้าอัพเกรดถนนตรงนี้จะมีประโยชน์กว่าทำซิปไลน์มั้ย? ไม่ใช่แค่ว่าจะสร้างอะไร แต่ต้องนึกถึงความคุ้มค่าในจุดที่สร้างด้วย

ในขณะเดินทางไม่ว่าจะด้วยเท้าหรือด้วยรถ บนพื้นผิวอันหลากหลายรูปแบบมีทั้งทุ่งหญ้า แม่น้ำ ภูเขา ผู้เล่นก็จะได้คิดอยู่ตลอด คอยสังเกตุพื้นต่างระดับ ระวังการทรงตัว คอยมองสภาพแวดล้อมแล้วหาทางตัดเข้าที่หมายที่มีประสิทธิภาพที่สุด และอาจควรต้องรับมือกับภัยที่ไม่แน่ๆอย่าง BT

ทั้งหมดนี้เป็นลูปเกมเพลย์ที่เรียบง่าย
แต่มีความซับซ้อนถ้าคนเล่นต้องการจะค้นหา

การเรียนรู้จากความผิดพลาด ได้เห็นพัฒนาการของตน ไม่ใช่ตัวละครที่มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างเดียวแต่คนเล่นเองก็เลเวลขึ้นด้วย เส้นทางยากลำบากที่แม้แบกของเพียงนิดหน่อยก็ยังใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมงในการเดินทาง อาจย่นระยะเวลาเหลือเพียงไม่กี่นาทีหลังมีประสบการณ์และมีอุปกรณ์ที่ได้สร้างไปแล้วตามจุดต่างๆ

เล่าสู่กันฟัง  Death Stranding 2
Death Stranding รีวิว เล่าสู่กันฟัง
อีกข้อหนึ่งที่ทำให้ประทับใจในความเนี้ยบของเกมเพลย์ คือเลเวลดีไซน์ แม้จะเป็นโอเพ่นเวิลด์ แต่ก็ไม่ได้ละเลยการออกแบบสภาพแวดล้อมในการเล่นเลย

ยกตัวอย่างหน้าผาที่ดูเผินๆก็ไม่เห็นมีอะไรแต่มันถูกออกแบบมาแล้วว่าหย่อนเชือกลงมาแล้วช่วงปลายเชือก (30 เมตร ) จะมีระนาบให้เราพอยืนได้อยู่ ไม่ใช่ว่าสักแต่ทำหน้าผามากั้น หย่อนตัวไปแล้วก๊องทำอะไรไม่ได้ต้องไต่กลับขึ้นมา

และแม้เชลเตอร์ทั้งหลายจะใช้โครงสร้างเดียวกันแต่สภาพแวดล้อมรอบๆของทุกสถานที่มีเอกลักษณ์ของตน ไม่ได้ความรู้สึกว่าไอ้หินกองนี้ต้นไม้กอนี้คือการ copy paste จากนั่นนี่หว่า ถึงเราจะจำชื่อเมืองสลับกันมั่งเพราะมัน Knotๆ เหมือนกันไปหมดแต่จำทางไปและสภาพแวดล้อมได้ดี เป็นเกมที่ทำโอเพ่นเวิลด์ออกมาได้สมจริงน่าจดจำ

คนเดียวแต่ไม่เดียวดาย
ใน Death Straning ตลอดทั้งเกมเราจะไม่เจอผู้เล่นคนอื่นเลย แต่กลับเป็นเกมที่นำการเชื่อมต่อออนไลน์มาใช้ได้มีประโยชน์มาก สิ่งของและสัญลักษณ์ที่ผู้อื่นสร้างไว้ สามารถมาปรากฏในโลกของเราได้ (เหมือนลายเซ็นและข้อความในดาร์คโซล)

แต่สำหรับเกมนี้ต่อยอดไปมากกว่านั้น สิ่งก่อสร้างที่คนอื่นสร้างรากฐานไว้ เราสามารถหาวัตถุดิบมาช่วยอัพเกรดได้และใช้เวอร์ชั่นอัพเกรดนั้นไปด้วยกัน

ในบางทีที่คิดแผนผิดพลาด ของหมดตัว อยู่ในจุดอันตรายแบบไร้อุปกรณ์ช่วยเหลือ ก็มีของที่ผู้เล่นคนอื่นสร้างไว้นี่แหล่ะเป็นเครื่องช่วยชีวิต อุปสรรคทั้งหลายในเกมนี้ไม่สามารถผ่านไปได้ด้วยตัวคนเดียว ทั้งที่เกมนี้ไม่ให้โอกาสให้เราได้เห็นผู้เล่นคนอื่น แต่กลับรู้สึกถึงตัวตนของคนที่สร้างของแต่ละจุดไว้ได้ว่าเบื้องหน้าของแต่ละชิ้นเนี่ย มีคนจริงๆที่เคยเล่นผ่านจุดนี้มา และก็สร้างสิ่งนี้ไว้

เล่าสู่กันฟัง  Death Stranding 3มีหลายครั้งที่เกิดโมเมนต์เข้าอกเข้าใจปนขำ ไม่ว่าจะขับรถไปแบตจะหมดรวมทั้งเจอเสาชาร์จรออยู่พอดี หรือปีนเขาด้วยความลำเค็ญไปเห็นซิปไลน์ที่อยู่บนเขาอีกยอดนึงให้เราวางลิงค์ต่อกันได้ทันที หรือเดินไปสุดหน้าผาแล้วเห็นเชือกวางทิ้งไว้เป็นหย่อมๆให้โรยตัวไปถึงพื้นสุดไกลได้พอดิบพอดี

ทุกๆประสบการณ์กลุ่มนี้ทำให้ความรู้สึกว่าโลกในเกมของเรานั้นเชื่อมต่อกับคนอื่นจริงๆ โคจิม่าพูดย้ำหลายครั้งว่าธีมหลักของเกมคือการเชื่อมต่อ ถึงจะเป็นคำพูดดูน้ำเน่าชวนให้รู้สึกจั๊กกะเดียม แต่เกมนี้ก็ถ่ายทอดมันออกมาในรูปแบบของเกมเพลย์ได้อย่างน่าประทับใจ

I’ll be waiting for you on the beach…again
เอ่ยถึงแต่เกมเพลย์ไปซะเยอะ เพราะเป็นส่วนที่เราสนุกกับเกมมากที่สุด ในแง่เนื้อเรื่องของเกมนี้เราไม่ได้ประทับใจอะไรเป็นพิเศษ จะไม่เอ๋ยถึงรายละเอียดเพราะเดี๋ยวสปอยล์ แต่เอาเป็นว่าเกมนี้ก็เล่าเรื่องสไตล์โคจิม่า พยายามอธิบายเรื่องเหนือธรรมชาติด้วยหลักการเชิงวิทยาศาสตร์ ผ่านบทพูดยาวซับซ้อนในคัทซีนจริงจัง

เล่าสู่กันฟัง  Death Stranding 4ในหลายครั้งการเล่าเรื่องขาดความปะติดปะต่อเพราะต้องการผูกปมปริศนาเย้ายวนให้ชวนสงสัย แต่พอมันยั่วบ่อยๆแทนที่จะอยากรู้กลับเปลี่ยนเป็นเริ่มรำคาญไปแทน กว่าจะถึงตอนที่เฉลยเราก็ไม่ได้แคร์ไปซะแล้ว

รวมไปถึงหัวข้อหลักของเกมอย่างความผูกพันและการเชื่อมต่อ ที่ทำผ่านเกมเพลย์ได้เยี่ยมแต่ในเนื้อเรื่องนั้นถ่ายทอดออกมาล้นจนเกินพอดี คือย้ำแล้วย้ำอีกจนมันขาดอิมแพคไปเลย

ในเนื้อเรื่องมีสัญลักษณ์อย่างมากที่ไม่จำเป็นพูดโพล่งออกมาว่ามันหมายความว่าอะไร ปล่อยให้คนเล่นตีความเองจะสร้างความประทับใจได้ดีมากกว่า แต่โคจิม่าสไตล์ก็คือจะอธิบายทุกอย่างให้ดูซับซ้อนกว่าที่เป็น

แล้วพอจะขยี้อารมณ์มันทุกอัน ผลคือไม่มีอันไหนเด่นโดด ฉากที่เราประทับใจและจำได้ในเกมกลับเป็นฉากที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเยอะแยะ ไม่ได้พลิกล็อคไม่ได้มีปมซับซ้อน แต่สื่อความหมายด้วยสายตาและความรู้สึกของตัวละครก็พอแล้ว

มีจุดที่ต้องชมอย่างจริงจังคือคัทซีนที่กำกับได้ดีมาก ดาราที่เล่นได้ยอดเยี่ยม เพลงประกอบก็ไม่แย่งเด่นแต่เสริมอารมณ์ให้การเล่าเรื่อง ถึงคัทซีนจะยาวแต่ก็ดูเพลินตลอดเพราะตั้งอกตั้งใจทำมาได้ประณีตจริงๆ

ทิ้งท้าย 
Death Stranding รีวิว เล่าสู่กันฟัง 
Death Stranding รีวิว เล่าสู่กันฟัง
จุดหนึ่งที่เราชื่นชม Death Stranding คือมันเป็นผลงานที่กล้าหาญที่สุดของโคจิม่า เขาจะเซฟตัวเอง ทำเกมแบบ MGS ออกมาอีกสักเกมก็ได้ หรือทำเกมบู๊แอคชั่นสูตรสำเร็จที่เข้าถึงง่ายๆมีกลุ่มเป้าหมายกว้างๆ แต่เขาก็ไม่ทำ และเลือกที่จะทุ่มเทสร้างเกมที่คนทั่วไปจะมองเผินๆแล้วหลังจากนั้นก็บอกว่าดูน่าเบื่อทั้งที่ยังไม่ได้เล่นด้วยซ้ำ

มันคงง่ายที่จะหาข้อติ หรือชี้จุดที่ไม่พอดีต่างๆเมื่อเทียบกับเกมแนวอื่นที่ขัดเกลาสูตรสำเร็จมาแล้ว และสุดท้ายคนก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ว่ามันจะใหม่หรือเปล่า แต่สนใจว่ามันจะเป็นเกมที่ดีหรือเปล่า ซึ่งโคจิม่าและทีมทำได้สำเร็จ มันเป็นเกมที่ดีด้วยรายละเอียดอันประณีตทั้งหลายที่แฝงอยู่ในเกมเพลย์ แต่ไม่ใช่เกมที่เข้าถึงง่าย ไม่ใช่เกมสำหรับทุกคน

Continue Reading

เล่ห์รักวังต้องห้าม เจ้าหญิงผจญภัย

ส่วนที่มาของผลงานภาคหลักของเรื่อง Story of Yanxi Palace เดิมเป็นงานเขียนบทโดย Zhou Mo และก็ถูกนำมาดัดแปลงเป็นนิยายโดย Xiaolianmao ซึ่งในปัจจุบันมีฉบับลิขสิทธิ์แปลไทยกับ สนพ.Princess ครับ ซึ่งสำหรับภาคต่อที่ว่านี้ก็ได้นำมาสร้างแบบมินิซีรีส์เพียง 6 ตอนจบ ฉายครบแล้วใน Netflix ซึ่งคนที่ไม่เคยดูภาคหลักมาก่อนก็ไม่มีปัญหาครับ แม้ว่าอาจจะงงๆนิดหน่อยกับตัวละครหลักจากภาคแรก แต่ก็เป็นตัวละครที่มีหน้าที่จริงๆแค่ 2 คนเท่านั้นก็คือ “เว่ยอิงลั่ว” นางเอกหลักของเรื่อง ซึ่งในภาคแยกนี้ก็ได้ไต่เต้าขึ้นมาเป็นพระสนมเอกของฮ่องเต้แล้ว

ดังนั้นเรื่องราวในภาคแยก Story of Yanxi Palace Princess Adventures หรือภาค เจ้าหญิงผจญภัย ก็จะไปโฟกัสที่เส้นทางศึกรักขององค์หญิงเจ็ด “เจาหัว” ซึ่งเป็นบุตรสาวคนหนึ่งของ อิงลั่ว นางเอกจากภาคหลักนั่นเองครับ

สำหรับความโด่งดังของเรื่องนี้ในภาคหลัก ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่สำหรับซีรีส์จีนที่ฉายในเอเชีย แล้วยังมีกล่าวว่าเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกค้นหามากที่สุดของ Google ในกลุ่มรายการทีวี จากเมื่อปี 2018 สำหรับยอดผู้ชมในสตรีม มียอดวิวสูงถึง 1.5 หมื่นล้านครั้ง

Story of Yanxi Palace Princess Adventures Trailer

เล่ห์รักวังต้องห้าม เจ้าหญิงผจญภัย เรื่องย่อ
เนื้อเรื่องจับความในราชวงศ์ชิง ประมาณศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของพระราชาธิราชเฉียนหลงฮ่องเต้ที่ชื่อดังโด่งดังในประวัติศาสตร์จีน โดยกล่าวถึง พระมเหสี “เว่ยอิงลั่ว” คนที่เคยต่อสู้กับการแข่งขันแย่งชิงทั้งศึกรักและศึกอำนาจในวังหลังจนสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นลิ่งเฟย คู่กายของฮ่องเต้เฉียนหลงได้ หลังจากนั้นคุณมีโอรสและธิดาหลายองค์ หนึ่งในนั้นคือ องค์หญิงเจ็ด “เจ้าหัว” องค์หญิงจอมดื้อรั้นและเอาแต่ใจที่ชอบใช้อำนาจลงโทศนางกำนัลตามใจชอบ เพราะว่านางถูกเลี้ยงมาโดยไทเฮาที่ตามใจแต่เด็ก ทำให้ภายนอกนางมีบุคลิกนิสัยตรงกันผ่านกับมารดาของนางซึ่งเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดและมากบารมีแทบทุกอย่าง

กระทั่งวันนึ่ง องค์หญิงเจาหัว ถึงวัยที่จึงควรแต่งงานกับเจ้าชายจากมองโกลองค์หนึ่ง คือ ล่าหวังตัวเอ่อร์จี้ หรือองค์ชายเฉาหยง แต่คุณกลับถูกปฏิเสธงานแต่งงานเพราะเหตุว่านิสัยที่ก้าวร้าวของคุณเอง ทำให้คุณคิดคิดแผนที่จะเอาชนะใจอีกข้างให้ได้ โดยร่วมมือกับองครักษ์ชายหนุ่มจากตระกูลแม่ทัพสำคัญในราชสำนักอย่าง ฝูคังอัน แล้วยังมีคู่แข่งความรักเป็นองค์หญิงงามอีกคนคือ องค์หญิงซื่อหวาน

 

เล่ห์รักวังต้องห้าม เจ้าหญิงผจญภัย ตัวละคร
เล่ห์รักวังต้องห้าม เจ้าหญิงผจญภัย Story of Yanxi Palace Princess Adventure รีวิว ตัวละคร netflixองค์หญิงเจาหัว (แสดงโดย หวังเหอหรุ่น)

ล่าหวังตัวเอ่อร์จี้ (แสดงโดยหวังอู่เว่ย)

ฝูคังอัน (แสดงโดยหวังเจ๋อ)

องค์หญิงซื่อหวาน (แสดงโดยหวังอีฉี)

พระสนมเว่ยอิ่งลั่ว (แสดงโดย อู๋จิ่นเหยียน)

ฮ่องเต้เฉียนหลง (แสดงโดย เนี่ยหยวน)

รีวิว เล่ห์รักวังต้องห้าม เจ้าหญิงผจญภัย ซีรีส์จีนแนวศึกรักชิงอำนาจวังหลังใน Netflix 2น่าดูขนาดไหน
แม้ว่าฉากหน้า และการเดินเรื่องใน 1-2 ตอนแรก จะไปเน้นที่ศึกรักในแบบที่เช่นเดียวกันกับหนังวัยรุ่น แต่หลังจากเรื่องราวดำเนินไประยะหนึ่ง ตัวละครในเรื่องก็เผยพิศสงและความลับที่ตนเองเก็บไว้ไปจนถึงปมต่างๆมากขึ้น

ซึ่งอันที่จริงนี่ก็เป็นแนวทางของซีรีส์จีนแนวย้อนยุคมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วครับ โดยในช่วงแรกโลกในเรื่องจะดูสดใส พฤติกรรมตัวละครก็ดูเด็กๆ แต่เมื่อมาถึงตอนท้ายเรื่อง ตัวละครหลักมักมีพัฒนาการชัดเจน โดยเฉพาะพวกแนวศึกรักและศึกชิงอำนาจในวังหลัง หลายเรื่องที่มีตัวเอกหญิงเป็นตัวเดินเรื่อง ตัวละครมักมีการเปลี่ยนแปลงจากเด็กสาวไม่ประสาโลก เปลี่ยนเป็นหญิงสาวที่เฉลี่ยวฉลาดและแกร่งไม่แพ้ผู้ชาย แถมยังมักต้องผ่ามรสุมในแบบที่เรียกว่าโคตรดราม่า ซึ่งแต่ละเรื่องก็มากน้อยแตกต่าง

สำหรับเรื่องนี้ก็ถือว่าดราม่าในระดับหนึ่งอย่างคาดไม่ถึงเลยครับ โดยถ้าเราดูองค์หญิงเจาหัวที่เปิดตัวมาแบบเจ้าหญิงจอมเอาแต่ใจ ไม่รู้จักใช้ปัญญา แต่ตอนสุดท้ายกลับกลายมาเป็นองค์หญิงผู้เยือกเย็น ไปจนถึงแอบโหด สมกับเป็นคนที่ผ่านศึกแย่งชิงในวังหลังจนเอาตัวรอดมาได้ครับ

ข้อด้อยของเรื่องนี้ที่ชัดๆจะมีอยู่สองหลักสำคัญคือ มันทำมาเป็นมินิซีรีส์ที่เป็นภาคแยก Spin-Off จากภาคหลักในชื่อเดียวกัน เพราะฉะนั้นคนที่พึ่งเริ่มดูอาจจะงงๆกับความสำคัญของตัวละครหลักบางคนในเรื่อง อีกจุดคือ เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นสเกลเล็กครับ คือโฟกัสเรื่องราวแค่ 4 ตัวละครหลัก กับอีกสองตัวละครรอง มีแค่นี้เอง

แต่ภาพรวมและก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดูแบบเพลินๆได้สำหรับคนที่ไม่ได้อยากดูซีรีส์ยาวๆ ซึ่งซีรีส์จีนชอบทำยาวประมาณ 50-70 ตอนเป็นส่วนมาก แล้วหลายเรื่องนั้นความสนุกของเรื่องก็ไม่นิ่งเท่าไรนัก แต่เรื่องนี้ถือว่าทำได้กระชับและตรงหัวข้อดีครับ

รีวิว เล่ห์รักวังต้องห้าม เจ้าหญิงผจญภัย ซีรีส์จีนแนวศึกรักชิงอำนาจวังหลังใน Netflix 3
ภาพจากภาคหลัก ในชื่อเดียวกันที่ฉายในปี 2018
เกร็ดประวัติศาสตร์เพิ่มเติม

ตามประวัติศาสตร์แล้ว เว่ยอิงลั่ว หรือลิ่งเฟย หลังจากครองคู่กับเฉียนหลงฮ่องเต้นานนับสิบกว่าปีจนเสียชีวิตลงด้วยอายุ 47 ปี ภายหลังจึงได้รับการอวยยศย้อนหลังให้เป็นพระมเหสี มีพระนามว่า “เสี้ยวอี๋ฉวิน ฮว๋างโฮ่ว”

Continue Reading

Maska เส้นแบ่งฝัน

หนังอินเดียพล็อตเดิมๆ ที่เรียบง่ายไม่ได้แปลกใหม่อะไรนักกับหนังแนวฟีลกู๊ด สร้างฝันแรงบันดาลใจวัยรุ่นไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ให้สำเร็จ แต่ก็เป็นสูตรสำเร็จที่ยังทำกันออกมาเรื่อยๆ ทั่วโลกไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง โดยที่หัวใจของเรื่องก็จะเป็นการไล่ตามฝันหรือจะอยู่กับความจริงที่จับต้องได้ พ่วงมาด้วยเรื่องราวความรักในช่วงวัยที่ต้องออกค้นหาเส้นทางชีวิตของตนเอง ซึ่งเรื่องนี้ก็หนีไม่พ้นสูตรสำเร็จในแนวทางนี้ทุกกระเบียดนิ้ว แต่ในความเรียบง่ายที่เห็น หนังเรื่องนี้มีเชฟความสามารถดีที่ผสมเครื่องปรุงคลุกเคล้าด้วยเครื่องเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะลงไปแบบใส่ใจในรายละเอียดมากกว่าทำตามสูตรเดิมๆ ทำให้อาหารจานเดิมที่เรียบง่ายนี้ถูกปรุงออกมาได้อร่อยเกินคาด

รีวิว Maska เส้นแบ่งฝัน หนังฟีลกู๊ดสูตรเดิมที่เรียบง่าย แต่ถูกปรุงออกมาได้อร่อยเกินคาด! 1ถ้าละทิ้งเรื่องพล็อตจำเจนั้นไปเราจะได้พบกับเรื่องราวคลาสสิคของเด็กชายหนุ่มนักทำอาหาร ที่มีฝันอยากเป็นผู้แสดงบอลลีวู๊ด แม้จะได้ไปเข้าคอร์สอบรมการแสดงจนได้ใบประกาศมารวมทั้งตาม แต่เขากลับแสดงได้ห่วยแตกมากแม้จะพยายามอย่างหนักก็ไม่ก้าวหน้าขึ้นสักเท่าไหร่ หนังเอาจริงกับเรื่องราวในส่วนฝันของตัวพระเอก โดยใส่ช่วงเวลาของการพยายามไล่ฝันอย่างหนักอยู่ตลอดเรื่อง ด้วยการแต่งตัวเป็นคาแรกเตอร์แปลกๆ มาทำงานในร้าน การลงทุนออดิชั่นแบบโอเวอร์แอ็กติ้งสุดๆ ทั้งยังยังชอบซ้อมสมมุติว่าตัวเองได้รับรางวัลใหญ่ในอนาคตอยู่เสมอ ซึ่งหนังให้เวลากับเรื่องราวกลุ่มนี้อย่างสุดกำลังแบบไม่มีข้อกังขาเลยว่าพระเอกตั้งมั่นจริงๆ ที่จะเป็นดาราไม่ใช่แค่ความหลงไหลธรรมดา ทั้งยังใส่บทแฟนสาวสุดสวยที่มีฝันแบบเดียวกันไว้เคียงคู่ทุกเวลาเสมอ โดยคุณเป็นนางเอกคนแรกของเรื่องที่จะมีหน้าที่มาตลอดไปจนถึงตอนจบ

มัลลิกา เส้นแบ่งฝัน
มัลลิกา แฟนสาวของพระเอกที่มีฝันอยากเป็นผู้แสดงชื่อดังเช่นเดียวกัน
ซึ่งเรื่องราวในส่วนของการแสดงนี้ออกมาแนวตลกขบขันไปการแสดงทุ่มเทของพระะเอก พร้อมกับเรื่องราวดราม่าจุดชนวนความขัดแย้งกับแม่พระเอก แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ดราม่าหนักอะไรแบบนั้น หนังทำออกมาเป็นเแนวธรรมชาติขำๆ กับบทแม่ขี้งอนน่ารักๆ ก่อนจะคลี่คลายเรื่องแบบฟินๆ เมื่อแม่ยอมรับว่าต้องปล่อยลูกไปให้ลองเดินตามฝัน หนังใส่บทแม่ของพระเอกออกมาได้กลมกล่อมมีเสน่ห์มาก จนต้องบอกว่าคาแรกเตอร์นำของเรื่องนี้จริงๆ คือ แม่ของพระเอกกับตัวพระเอกเองนี่แหละครับ นางเอกที่จะตามมาทีหลังเป็นแค่บทสมทบให้เรื่องราวมีรสชาติหวานละมุนขึ้นเพียงแค่นั้นหนังเดินไปพร้อมกับบทแม่ผู้เข้าใจโลกและมีความรักให้หมดใจ แม้ตัวเองควรต้องเสียความฝันหาผู้สืบทอดร้านไปก็ตาม ซึ่งตรงนี้เรื่องราวแอบมีปมปูมหลังซ่อนอยู่นิดๆ ว่าทำไมร้านอายุเกือบ 100 ปีนี้ถึงขายแต่ขนมปังกับกาแฟเพียงแค่นั้นซึ่งเมื่อเฉลยและจะเป็นพาร์ทดึงให้เรื่องราวพระเอกกลับมาโลกของอาหาร ที่หนังก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กันกับช่แวดวงแสดงของพระเอก

รีวิว Maska เส้นแบ่งฝัน หนังฟีลกู๊ดสูตรเดิมที่เรียบง่าย แต่ถูกปรุงออกมาได้อร่อยเกินคาด! 2ในช่วงของการทำอาหารมาเริ่มเรื่องจริงๆ เอาช่วงหลังของเรื่อง เปลี่ยนจากแนวดราม่าตลกไปกับการทุ่มเทเป็นผู้แสดงของพระเอกครึ่งแรก มาขณะนี้กลับเปลี่ยนเป็นการถ่ายทอดวิธีการทำอาหารหลายชนิด ที่ถ่ายขั้นตอนการทำออกมาได้สวยงาม มีความตั้งมั่นให้เป็นหนังอาหารแบบดูแล้วชวนหิวขึ้นมาได้ทันที และในพาร์ทนี้เองก็ถึงเวลาเปิดตัว “เพอร์ซิส” นางเอกคนที่ 2 ที่เป็นเพื่อให้นร่วมชั้นของพระเอกและทำบล็อกเรื่องราวชีวิตคนในมุมไบ ทำให้มาคลุกคลีใกล้ชิดกับพระเอกเพิ่มมากขึ้น หนังทำออกมาเป็นตอนๆเวลาเกี่ยวกับการทำอาหารสวยๆ พร้อมกับการเล่าเรื่องชีวิตลูกค้าแต่ละคนในร้าน ผ่านการสัมภาษณ์ของนางเอกคนที่ 2 ที่เดินเรื่องควบคู่กันไปกับความรักที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตามสูตร แต่หนังไม่ได้ทำให้เรื่องวุ่นวายหัวใจอะไรมาก กลับหาทางฉีกเรื่องความรักออกมาตั้งแต่ตอนนี้แบบทันยุคสมัยใหม่มาก ซึ่งถือว่าแปลกเลยที่หนังรักแนวนี้กล้าทำออกมา และก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดอะไร แต่อาจจะขัดใจกับคนดูหัวโบราณไปสักนิดเท่านั้น

สปอยล์
รีวิว Maska เส้นแบ่งฝัน หนังฟีลกู๊ดสูตรเดิมที่เรียบง่าย แต่ถูกปรุงออกมาได้อร่อยเกินคาด! 3นอกจากเรื่องราวอาหาร การแสดง และความรักแล้ว ตัวหนังยังใส่บทพ่อที่ตายไปนานแล้วของพระเอกให้กลับมาอยู่ในรูปของจินตนาการเหมือนจริง มีตัวตนพูดคุยต่อปากต่อคำกับพระเอกได้ปกติ โดยที่ไม่ได้ทำให้เรื่องราวดูแปลกออกไปด้วย เพราะด้วยบทของพระเอกที่ฝันอยากเป็นผู้แสดงก็มีการซ้อมบทพูดคนเดียวอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นความฉลาดของคนเขียนบทที่หยิบจับเอาเรื่องนี้มาทำให้เรื่องราวมีอะไรเพิ่มมากขึ้นได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งไม่ใช่แค่การโต้ตอบพูดคุย แต่บทพ่อในจินตนาการของพระเอกนี้ยังมีปมสำคัญเรื่องการสืบทอดร้านจากรุ่นสู่รุ่นของตระกูล ทำให้เรื่องราวดูคลาสสิคย้อนยุค เชื่อมโยงไปกับช่วงเวลาใกล้ครบรอบ 100 ปีของร้าน ที่เตรียมรีโนเวทใหม่ตามความฝันของแม่ของพระเอก

แม้หนังเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ลงรายละเอียดได้อย่างกลมกล่อม แต่การที่หนังตัดสลับเรื่องอาหารกับการแสดงในช่วงหลังกลับไปกลับมาและมีปมของเรื่องต่างกัน ทำให้ตัวคาแรกเตอร์นิสัยของพระเอกช่วงทำอาหารกับช่แวดวงแสดงดูเป็นคนละคนกันไปเลย ซึ่งเป็นอะไรที่ดูขัดแย้งกันมากจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นได้สักเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากก็พอมองผ่านไปได้ แต่จุดนี้เป็นจุดใหญ่ที่ทำให้ปมของเรื่องดูขัดๆ ไม่น่าเชื่อถือว่าพระเอกจะสิ้นคิดเปลี่ยนนิสัยไปได้ง่ายๆ แบบนั้นตลอดเวลา

สปอยล์
 

อีกจุดที่หนังดูไปไม่สุดคือการบิ้วเรื่องราวให้ดูหาทางออกไม่ลง เรียกว่าเดายากพอสมควรเลยว่าจะจบยังไงให้สมเหตุผล แต่แล้วเรื่องกลับคลี่คลายลงง่ายๆ ทุกปม ทั้งเรื่องความฝันกับความรักของพระเอก แม้แต่ดราม่ากับแม่ก็รวบรัดตัดจบไปเลย ทำให้ตอนท้ายแทนที่เรื่องราวจะขยี้ปมส่งอารมณ์ให้สุด แต่กลับดับวูบจบกันง่ายๆ แต่ยังดีที่หนังมีช่วงบิ้วส่งอารมณ์ขึ้นระหว่างเรื่องหลายฉากแล้ว และก็ทำได้ดีมากยิ่งกว่าในตอนจบทั้งหมดด้วยครับ

Maska เส้นแบ่งฝัน เป็นหนัง Original Netflix แท้ๆ ที่นานๆ ทีจะทำออกมาได้พอดีอย่างไม่คาดคิด แม้จะมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง แต่โดยรวมเรื่องราวสนุก ครบทุกรสชาติ แถมเป็นหนังอินเดียที่ถ่ายภาพสวยทั้งอาหารและฉากโลเกชั่นที่มีบรรยากาศเรื่องราวคลาสสิคพอดี เป็นเหมือนอาหารจานเดิมๆ แต่ถ้าปรุงดีๆ ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอร่อยได้อย่างไม่น่าเชื่อครับ

Continue Reading

เรื่องย่อ รัก 100 วันของฉันและองค์ชาย (100 Days My Prince)

ละคร " รัก 100 วันของฉันและองค์ชาย (100 Days My Prince)" นำเสนอเรื่องราว (สมมุติ) ขององค์ชายรัชผู้สืบสกุลแห่งราชวงศ์โชซอนนามว่า "ลียูล" ซึ่งถูกคนร้ายตามไล่ล่าหมายเอาชีวิต หลังพลัดตกจากหน้าผาและสูญเสียความทรงจำ เขาก็ใช้ชีวิตไปวันๆ ในฐานะสามัญชนที่ไร้ตัวตนและไร้ซึ่งจุดหมาย สุดท้ายก็ติดกับดัก (คำสั่ง) ที่ตนเองวางไว้ทำให้ต้องแต่งงานกับสาวไม่มีคู่ที่อายุมากสุดในหมู่บ้านอย่าง "ยอน ฮงชิม" (วัย 28 ปี) แบบงงๆ

* เกร็ดความรู้: สังคมโชซอนได้รับอิทธิพลและถูกวางรากฐานมาจากแนวคิดของลัทธิขงจื๊อใหม่ จึงมีการแบ่งชนชั้นกันอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะอย่างมากในยุคต้นๆ ทั้งยังให้ความสำคัญกับเรื่องความสมดุลของหยินหยางและพิธีกรรมต่างๆ ในส่วนของการแต่งงานนั้นมักถูกจัดขึ้นขณะบ่าวสาวอายุยังน้อย (อายุต่ำสุดสำหรับเจ้าบ่าวคือ 15 ปี ส่วนเจ้าสาวคือ 14 ปี) โดยทั่วไปข้างชายมักแต่งงานก่อนอายุ 30 ปี ส่วนข้างหญิงต้องแต่งงานก่อนอายุ 20 ปี ลูกหลานราษฎรจะแต่งงานเร็วกว่าลูกหลานชนชั้นสูง

เนื้อหาตอนที่ 1

ละครเริ่มขึ้นในวันที่ฟ้ามัวหม่นและมีพายุฝน องค์ชายรัชผู้สืบสกุล "ลียูล" ยืนมองสายฝนด้วยสีหน้าครุ่นคิดและเคร่งเครียดก่อนยื่นมือออกไปรองน้ำฝน เมื่อตัดสินใจได้องค์ชายก็รีบเดินออกจากตำหนักพลางสั่งให้คนเตรียมม้า จากนั้นก็ควบม้าฝ่าสายฝนอย่างเร่งรีบ แม้ "ชอง แจยุน" จะเผ่านาขวางและเตือนว่าหากไปสนามรบแบบโจ่งแจ้งเยี่ยงนี้พระองค์จะถูกฆ่า แต่องค์ชายรัชผู้สืบสกุลก็ยังยืนกรานว่าตนจะไปเผชิญหน้ากับความตาย

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ยูลยังเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อยที่ฝันอยากเป็นนักรบผู้กล้า เขาจึงมักเล่นสู้รบกับ "ทงจู" (เพื่อให้นสนิทและองครักษ์) โดยสมมุติว่าตนเองเป็นแม่ทัพที่กำลังขับไสศัตรูออกจากแดนของตน (เขาเกณฑ์ทาสเด็กในละแวกดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมาเล่นเป็นศัตรูที่ถูกไล่ล่า) หลังใช้ไม้ฟาดทาสเด็กที่ชื่อ "มักแก" จนล้มลงไปนั่งร้องไห้ ยูลก็ประกาศว่ามักแกคือคนเถื่อน "ลี มันจู" (หรือ "หลี่หม่านจู้" ในภาษาจีน เป็นหัวหน้ากลุ่ม "เจี้ยนโจวหนี่ว์เจิน" – หนึ่งในสามกลุ่มหลักของชนเผ่าหนี่ว์เจิน) เขาจะใช้ดาบไม้ฟาดมักแกซ้ำ (สมมุติว่าฆ่าลี มันจู) แต่แล้วอยู่ๆ เขาก็ถูกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใช้ดาบไม้ตีหัวสั่งสอนโทษฐานที่รังแกทาสเด็กของตนจนน่วมทุกวัน

ยูลแย้งว่าตนแค่เล่นเป็นนักรบไม่ได้ตั้งมั่นรังแกใคร เด็กหญิงคนดังที่กล่าวถึงมาแล้วแย้งกลับว่าเขาไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น คุณชี้ว่าการรังแกเด็กที่ต่ำต้อยกว่าเป็นพฤติกรรมของพวกไร้สมองไม่ใช่นักรบ ก่อนประณามว่ายูลเป็นเจ้าทึ่มที่ใช้ตำแหน่งพ่อเป็นข้ออ้างในการรังแกเด็กคนอื่นๆ ยูลโมโหจึงคิดที่จะสั่งสอนคุณ แต่คุณเร็วกว่าจึงเป็นข้างข่มขู่ยูล ทั้งยังขู่ด้วยว่าขืนรังแกทาสเด็กแล้วอ้างว่าแค่เล่นกันอีกมีหวังโดนดีแน่ พูดจบคุณก็เดินไปคว้าแขนมักแกแล้วพากลับบ้าน ทงจูไม่พอใจคุณหนูตัวน้อยที่ล่วงเกินนายของตน แถมคุณ (ซึ่งเป็นชนชั้นสูง) ยังเดินจูงมือทาสที่เป็นเด็กชายซึ่งผิดธรรมเนียมปฏิบัติ เขาจึงสงสัยว่าคุณเป็นใครกันแน่ ยูลเองก็อยากรู้เช่นกันว่าคุณเป็นใครเลยชวนทงจูเล่นเป็นนักสืบ

Continue Reading

เรื่อง แก๊งค์ตบผี

เมื่อ กลุ่มหมอผีกลุ่มหนึ่งที่ยังหลงเหลือในยุค2012 ได้ถูกเชิญให้ไปออกรายการทีวี ซึ่งเป็นรายการที่กำลังถูกโจมตีอยู่ในตอนนี้ หลังจากทางทีมงานได้เห็นคลิปการปราบผีของกลุ่มคนผู้อ้างตัวว่าเป็นหมอผีที่ โพสต์โชว์ไว้ในยูทูป แล้วมองว่าเป็นกลที่มันส์และเนียนดี จึงต้องการเชิญมาแสดงโชว์เพื่อให้เรียกเรตติ้งกลับคืนมาในวันอัดรายการ เรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อไอ้เม่นกับไอ้เฉียดสองชายหนุ่มมาดกวนที่อยู่ ในคลิปไม่ใช่แค่พวกเล่นกลปาหี่อย่างที่ทีมงานเข้าใจแต่งานนี้ดันเป็นหมอผี ตัวจริงเสียงจริง ที่หวังจะแจ้งเกิดส่งเสริมชื่อเสียง เรื่องราวความชุลมุนวุ่นวายจึงเกิดขึ้นตามมา ขณะที่รายการก็ต้องถ่ายต่อ ให้จบเพราะงานนี้เป็นงานลบคำสบประมาทด้วย
รายชื่อผู้แสดงนำ
อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต (โจอี้บอย) รับบทเป็น เม่น ศิษย์เอกอาจารย์เกี้ย
– นิยามตัวมัน "เท่ห์บาดใจ แต่จน" ชายหนุ่มเซอร์ หล่อหลบใน กะล่อนเอาตัวรอดเก่ง ขี้โม้ไม่เกรงใจใคร อยากดำเนินตามรอยอาจารย์เกี้ยด้วยการขึ้นเป็นสุดยอดอาจารย์ปราบผีและทำให้ อาชีพปราบผีกลับมาเฟื่องฟูอีกรอบ มันคิดว่าอาชีพปราบผีเป็นอะไรที่แนวและเท่ห์ โดยไม่สนใจว่านี่คือยุค 2012 ยุคที่อาชีพปราบผีมันควรจะหมดไปได้แล้วพิมพ์นารา ไรท์ (ตีน่า) รับบทเป็น หนูนา
– ผู้ช่วยผู้กำกับสาว สาววัยรุ่น มีสไตล์ น่ารักแต่ดุ ค่อนข้างเอาแต่ใจ เจ้ากี้เจ้าการ บางครั้งก็ชอบแอบโก๊ะ แต่ลึกๆก็ซ่อนความอ่อนไหวไว้ กำลังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว เจ้าแม่เงินผ่อน ยอมตายแต่ไม่ยอมโดนยึด ช่วงเบญจเพศเลยเจอแต่เรื่องซวยๆ
สุรศักดิ์ วงษ์ไทย (เอ็ม) รับบทโดย อาจารย์เกี้ย
– แก่แต่ไม่ทิ้งลายความเก๋า อาจารย์ปราบผีที่ยังหลงเหลือในโลกยุคดิจิตอล และดูเหมือนว่าอาชีพนี้ก็เหมือนจะไร้ความหมาย จึงคิดจะวางมือไปหางานอย่างอื่นทำ เพราะสมัยนี้อาชีพปราบผีมันไม่สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้อีกต่อไป
ผดุง ทรงแสง (แจ๊ส ชวนชื่น) รับบทเป็น เฉียด ศิษย์น้องไอ้เม่น
– วัยรุ่นสุดเนิร์ด พูดจาตรงไปตรงมาจนบางครั้งก็ไปกวนบาทาคนอื่นโดยไม่ตั้งมั่น เก่งเรื่องการประดิษฐ์ คิดว่าการปราบผีแบบเก่ามันเชย จึงได้ทำการประยุกต์อาวุธและวิธีการปราบผีให้ดูทันสมัยขึ้นเผื่อจะดึงดูดให้ คนสนใจมากขึ้น
อาคม ปรีดากุล (ค่อมชวนชื่น) รับบทเป็น น้าค่อม
– ตลกชื่อดังแห่งยุค 2012 ถูกเชิญให้มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ
บริบูรณ์ จันทร์เรือง (ตั๊ก) รับบทเป็น พี่ป้อม
– ผู้กำกับรายการ กวน เก๋าประสบการณ์ ขี้เมา แต่มีความสามารถ
พงศ์เทพ อนุรัตน์ (เทพ) รับบทเป็น กรรชัย
– พิธีกรรายการ ห่วงหล่อทั้งที่ไม่มีอะไรต้องห่วง
ธัญญา รัตนมาลากุล (เกด) รับบทเป็น น้องก้อย
– ผู้แสดงสาวตัวประกอบหน้าเหียก ทำงานด้วยความตั้งอกตั้งใจจริงแต่ชอบอินกับหน้าที่ที่ได้รับจนโอเวอร์ บางครั้งก็ทำเอาคนในกองถึงกับป่วนเพราะความอินจัดของคุณ ยิ่งงานปัจจุบันที่น้องก้อยได้รับคือต้องไปแสดงเป็นผีในรายการ งานนี้คุณบอกจะขอแสดงสุดความสามารถให้คนดูช็อคตายคาทีวีไปเลย
ภัคจิรา วิศววิสุทธิ์ (อะตอม) รับบทเป็น ผีสาว
– วิญญาณผีสาวในชุดแต่งงานที่อาจารย์เกี้ยขังไว้ ระดับความเฮี้ยนขั้นเทพ

Continue Reading

Viral – “เชื้อนรก ปิดเมืองปรสิตคลั่ง” (2016)

เราจะทำยังไง หากโรคร้ายกำลังระบาดขั้นรุนแรง?

 

สองผู้กำกับ Henry Joost และ Ariel Schulman แห่งหนังท้าเกมท้าตาย “Nerve” (2016) และ “Paranormal Activity” (ภาค 3-4) เหมือนเอาส่วนผสมอย่างละนิดละหน่อยมาผสมลงไปใน “Viral” หนังดราม่าสยองขวัญเรื่องนี้ ทั้งฉากข้อความแชทที่ปรากฏบนหน้าจอของตัวละครวัยรุ่น และ การเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของตัวละครภายในสถานที่อันจำกัด ซึ่งในกรณีนี้ก็คือพื้นที่ภายใน “บ้าน”

 

เรื่องราวของเมืองเล็กๆอันห่างไกล Emma เป็นสาวไฮสคูลที่แอบชอบหนุ่มหล่อที่อาศัยอยู่บ้านฝั่งตรงข้าม แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดคุยแบบจริงๆจังๆเสียที เธอมีพี่สาวที่นิสัยต่างออกไปสุดขั้วคือ Stacey กระทั่งวันหนึ่งข่าวโรคระบาดลึกลับที่กำลังคร่าชีวิตประชาชนในประเทศและเมืองต่างๆทั่วโลก กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเธอมากขึ้นกับการระบาดของโรคที่มีปรสิตเป็นพาหะชนิดนี้ภายในเมืองของเธอ ซึ่งทำให้ชาวเมืองที่ติดเชื้อเริ่มมีอาการแปลกๆและอาละวาดฆ่าผู้คน

 

เมื่อความโกลาหลเกิดขึ้น Emma และ Stacey จึงต้องหลบอยู่ในบ้านเพื่อรอคอยเวลาที่รัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปเมืองแห่งนี้ก็ถูกปิดและจำนวนผู้ติดเชื้อก็เพิ่มมากขึ้น พวกเธอจึงต้องพยายามดูแลกันและกันให้ดีที่สุด และที่สำคัญคืออย่าให้ใครต้องติดเชื้อร้ายนี้!

 

 

 

หากจะว่าไปแล้ว “Viral” เป็นเหมือนภาพจำลองเล็กๆแบบคร่าวๆของการรับมือกับภัยโรคระบาด กรณีที่กองทัพของรัฐบาลเข้ามาควบคุมพื้นที่ทั้งหมดภายในเมืองและสั่งให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน เราจะได้เห็น Emma และ Stacey ที่เริ่มสำรวจอาหารว่ามีกักตุนไว้แค่ไหน พบว่าการใช้ชีวิตแบบปกติเริ่มหายไป ทั้งไวไฟและสัญญาณโทรศัพท์ก็ถูกปิด จากที่เคยรับข่าวเรื่องโรคระบาดผ่าน Facebook และโทรทัศน์ก็กลายเป็นคนที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกแบบสิ้นเชิง ส่วนพ่อและแม่ที่ติดอยู่นอกตัวเมืองก็ขาดการติดต่อไปเลย

 

แม้ Emma และ Stacey จะฝ่าฝืนคำสั่งข้อห้ามของพ่อไปบ้างเรื่องผู้ชาย แต่ในอีกข้อหนึ่งกับการดูแลกันและกัน ทั้งคู่ก็พิสูจน์ให้เราได้เห็นในระดับหนึ่งว่าพวกเธอทำหน้าที่ได้ดี ยิ่งในเวลาที่ใครคนหนึ่งพบว่าอาจจะกำลังติดเชื้อร้ายนี้ หนังนำเสนอภาพของคนที่ติดเชื้อไม่ต่างไปจากซอมบี้ที่หิวโหยในเนื้อมนุษย์ แม้จะมีฉากไล่ล่ามาให้ลุ้นไม่มาก แต่ในช่วงท้ายก็ถือว่าทำให้หนังพอมีลุ้นมาเสียวขึ้นมาบ้าง (หนังมีความยาวเพียงแค่ 1 ชั่วโมง 25 นาทีเท่านั้น)

 

หลักๆเลยคือใครที่หวังว่าจะเจอความลุ้นระทึกแบบจริงจังเลยก็คงต้องผิดหวังกันไป เพราะ “Viral” มีประเด็นที่เทน้ำหนักไปเรื่องดราม่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องมากกว่าและมันก็ชวนให้ฉุกคิดตามเหมือนกันว่า ‘หากใครสักคนในครอบครัวเราติดเชื้อร้ายและกำลังจะกลายสภาพเป็นซอมบี้ เราจะตัดสินใจทำอะไรได้บ้าง?’ บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวกว่าเชื้อร้าย ก็คือการต้องเลือกตัดสินใจว่าจะจัดการกับคนในครอบครัวที่ติดเชื้อยังไง

 

ด้านนักแสดงก็คุ้นหน้ากันหลายรายทั้ง Sofia Black-D’Elia (จาก Project Almanac และ Gossip Girl), Analeigh Tipton (จาก Warm Bodies และ Crazy, Stupid, Love) และ Michael Kelly (จาก Man of Steel)

 

โดยสรุป “Viral” เป็นหนังแนวเชื้อร้ายระบาดที่เดาทางได้ไม่ยาก (หลายคนคงเดาทางหนังได้ตั้งแต่เห็นฉาก Emma กลัวการผ่าท้องกบในห้องเรียนแล้วว่ามันถุกใส่มาเพื่อโยงไปถึงจุดเปลี่ยนในช่วงท้าย) แต่ด้วยงานโปรดักชั่นการออกแบบเมืองที่ดูเป็นหมู่บ้านในชนบทที่เงียบเหงาวังเวงก็ทำให้หนังมีบรรยากาศชวนให้หวั่นๆอยู่บ้าง แม้ท้ายที่สุดหนังจะทิ้งคำถามคาใจไว้หลายประเด็น ทั้งเรื่องเชื้อร้ายว่ามีที่มาจากอะไร? ชายลึกลับในคลิปที่พูดโจมตีรัฐบาลคือใคร? ชะตากรรมของพ่อแม่ Emma ? รวมถึงทฤษฎีสื่อสารเป็นกลุ่มของปรสิตที่น่าจะขยายได้มากกว่านี้ ภาพรวมจึงถือว่านี่เป็นหนังแนวเชื้อร้ายกำเนิดซอมบี้ที่ถือว่าพอดูได้เพลินๆ

Continue Reading

Beauty and the Beast

“Beauty and the Beast” ฉบับปี 2017 เป็นการ Remake หนัง Animation ชื่อเดียวกันของ Disney เมื่อปี 1991 โดย Disney เอง ซึ่ง Beauty and the Beast ถือเป็นหนึ่งโปรเจคการดัดแปลง Animation เทพนิยายชื่อดังของ Disney ในอดีต ให้เปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นคนแสดง (Live Action) ดังนี้ต้นฉบับจริงๆ ของ Beauty and the Beast นั้นเป็นนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสที่แต่งโดย “Gabrielle-Suzanne Barbot de Villeneuve”

การเลือก “Emma Watson” มารับบท “Belle” นางเอกของเรื่อง ยิ่งทำให้โฉมงามและเจ้าชายอสูร 2017 ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นเข้าไปอีก Emma ถือว่าเป็นผู้รอดชีวิตไม่กี่คนในบรรดาดาราเด็ก Harry Potter กล่าวคือ โตขึ้นมาแล้วยังดูดี มีความเป็น Celeb ให้น่าติดตาม โดยเฉพาะการเป็นนักสิทธิสตรีและผู้หญิงฉลาดอยู่ด้วย ภาพลักษณ์อย่างงี้น่าจะไปด้วยกันได้ดีกับ Belle ในเวอร์ชั่น 2017 ยุคที่ความ Beauty ไม่ได้หมายคือแค่หน้าตา แต่ซึ่งก็คือสมองด้วย ซึ่ง Emma ดูจะมีทั้ง 2 อย่างในตัว

อย่างไรก็ตาม ทั้งที่ Emma Watson สามารถ่ลบภาพ Hermione ใน Harry Potter ลงได้แล้วแท้ๆ แต่เปลี่ยนเป็นว่า คุณกลับไม่สามารถลบความเป็น Emma Watson ในตัวคุณลงได้ โอเค..ทุกฉากที่ Emma ออกมาคือสวยจริง แต่ก็เป็นความสวยงามที่เราเห็นสามารถเห็นได้จากตอน Emma ออกงานต่างๆ ได้อยู่แล้ว เหมือนกับว่าคนที่อยู่ในหนังคือ Emma Watson ที่หลงเผ่านาในยุคโบราณ มากกว่าจะทำให้เชื่อว่าที่เห็นตรงหน้าคือ Belle สาวน้อยหนอนหนังสือแห่ง Beauty and the Beast

จริงๆ Emma ก็เล่นได้ตามมาตรฐานนะ ก็แค่มันอาจยังไม่พอในหนังที่เป็นโทนกึ่งแฟนตาซี บวกด้วย Musical แบบเรื่องนี้ เหมือนว่า Emma ยังยั้งๆ อยู่ ยังปล่อยไปไม่สุด โดยในเรื่องคนที่คิดว่าเล่นได้เนียนไปกับเรื่องได้จริงๆ ก็คือ “Luke Evans” ในบท “Gaston” ตัวร้ายของเรื่องที่มีความแฟนตาซี หลุดโลกนิดๆ แต่ก็ยังจับต้องได้อยู่

ที่น่าเสียดายอีกอย่างคือ ในขณะที่ช่วงแรกหนังเหมือนพยายามเน้นให้เห็นความเป็นหนอนหนังสือ ใฝ่หาความรู้ของ Belle ซึ่งดูสอดคล้องกับค่านิยมของยุคสมัยปัจจุบัน ที่ถือว่าผู้หญิงก็สามารถโดดเด่นและฉลาดไม่แพ้ผู้ชาย (การเลือก Emma มาเล่นเป็น Belle ก็คงเพราะเหตุนี้ด้วย เพราะคุณมีภาพลักษณ์เช่นนั้น) แต่เปลี่ยนเป็นว่าหนังก็ไม่ได้โชว์ความฉลาดหรือสิ่งที่ Belle ได้เรียนรู้จากหนังสือสักเท่าไหร่ ยิ่งช่วงท้ายตอนที่ Belle บอกเรื่องอสูรกับคนอื่นนี่…หมดกันสิ่งที่สั่งสมมา คือด้วยสภาวะบังคับเราก็พอเข้าใจสิ่งที่ Belle จำเป็นทำ ก็แค่มันดูง่ายและไม่กับคาแรกเตอร์ที่วางไว้ช่วงต้นเรื่องเลย

ด้าน “Beast” เองก็ยังดูไม่ Beast เท่าที่ควร หนังให้ความความคิดว่ามีเขาเป็นแค่ชายแสนดีที่โชคร้ายโดนสาปให้เป็นอสูร มากกว่าจะรู้สึกกว่านี่คือชายชั่วร้ายที่โดนลงโทษให้เป็นอสูร แล้วเกิดสำนึกในเวลาต่อมา เข้าใจว่าการนำเสนอภาพอย่างงี้ เพื่อให้ไม่ให้เรื่องเคร่งเครียดและมีความโรแมนติกมากขึ้น แต่มันก็ทำให้เราไม่เห็นมุมมองการเปลี่ยนแปพอดีเองของตัว Beast เพื่อให้คนที่รักสักเท่าไหร่ อ่อ… “Dan Stevens” เล่นเป็น Beast แต่กว่าจะได้เห็นหน้าเขาจริงๆ ก็ช่วงท้ายเรื่องนั่นแหละ ซึ่งพอกลับคืนสู่ร่างเดิมก็…อืม โอเคนะ แต่ไม่ถึงกับตะลึงเท่าไหร่ แถมแอบคิดว่าเคมีระหว่าง Emma กับตัว Beast ดูจะมีมากกว่า Emma กับ Dan แฮะ

โดยส่วนตัวแล้ว สิ่งที่เป็นข้อดีจริงๆ ของ Beauty and the Beast ก็คืองานที่อลังการดาวล้านดวงมาก เสื้อผ้า หน้าผม แสง สี เสียง ทุกอย่างดูดีไปหมด (ยกเว้น CG ตัว Beast ที่หลายช่วงไม่เนียนเท่าไหร่) แต่ผลจากการที่งานสร้างโดดเด่นมาก แปลงเป็นยิ่งทำให้พระนางดูดรอปไปลงไปอีกเช่นกัน

“Beauty and the Beast” เวอร์ชั่น 2017 จึงเป็นหนังที่สวยงาม ดูสนุกตามมาตรฐาน ภาพสวย เพลงเพราะ แต่ก็เป็นความสวยงามที่ขาดชีวิตชีวา จึงยังไม่สามารถสะกดเราให้หลงใหลในเทพนิยายโรแมนติกเรื่องนี้ได้เท่าที่ควร

Continue Reading

DOLITTLE (2019) ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล

Dolittle (หรือเรียกอีกอย่างว่า The Voyage of Doctor Dolittle) เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีผจญภัยอเมริกันปี 2020 กำกับโดย Stephen Gaghan จากบทภาพยนตร์โดย Gaghan, Dan Gregor และ Doug Mand ซึ่งสร้างจากเรื่องราวของ Thomas Shepherd การรีบูตภาพยนตร์ Doctor Dolittle ดั้งเดิมในปีพ. ศ. โรเบิร์ตดาวนีย์จูเนียร์แสดงเป็นตัวละครชื่อเรื่องร่วมกับอันโตนิโอแบนเดอราสและไมเคิลชีนในหน้าที่ไลฟ์แอ็กชันร่วมกับเอ็มม่า ธ อมป์สัน, รามีมาเลก, จอห์นซีน่า, คูมิลนันเจียนี, ออคเทเวียสเปนเซอร์, ทอมฮอลแลนด์, เครกโรบินสัน, ราล์ฟไฟนส์, เซเลนาโกเมซ, และ Marion Cotillard เปล่งเสียงสิ่งมีชีวิตอย่างมาก

โปรเจ็กต์นี้ได้รับการประกาศในเดือนมีนาคมปี 2017 โดยดาวนีย์จะร่วมและดาราหนังที่เหลือร่วมในปีถัดไป การถ่ายทำเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2018 และดำเนินไปจนถึงเดือนมิถุนายนซึ่งจัดขึ้นทั่วสหราชอาณาจักร ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการถ่ายทำใหม่สามสัปดาห์ในฤดูใบไม้ผลิปี 2019 ภายใต้การดูแลของ Jonathan Liebesman และ Chris McKay หลังจากการฉายทดสอบนัดแรกให้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี

Universal Pictures เปิดตัว Dolittle ในสหรัฐอเมริกาตอนวันที่ 17 มกราคม 2020 ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ 249 ล้านเหรียญทั่วโลกและ ณ เดือนกรกฎาคมปี 2020 เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นชั้นสามของปี 2020 แต่เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้ถล่มทลายในบ็อกซ์ออฟฟิศซึ่งแพ้ Universal มากถึง 100 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ยังได้รับคำวิจารณ์เชิงลบจากนักวิจารณ์โดยทั่วไปส่วนใหญ่เป็นผลมาจากอารมณ์ขันการเว้นจังหวะและเรื่องราวที่ไม่ต่อเนื่อง
ในสหราชอาณาจักรยุควิกตอเรียดร. จอห์นโดลิตเติ้ลเป็นสัตวแพทย์ชาวเวลส์ที่มีทักษะในการสื่อสารกับสัตว์ ภายหลังที่ลิลี่เมียของเขาเสียชีวิตในสมุทรโดลิตเติ้ลแปลงเป็นคนสันโดษดูแล แต่สัตว์และปฏิเสธที่จะติดต่อหรือช่วยเหลือมนุษย์คนอื่น ๆ วันหนึ่งเด็กชายชื่อ Tommy Stubbins บังเอิญยิงและทำบาดแผลให้กับกระรอกชื่อ Kevin และได้รับคำแนะนำให้ Dolittle เพื่อให้อ้อนวอนจากนกมาคอว์ชื่อ Polynesia (หรือ Poly)

ในขณะเดียวกันควีนวิกตอเรียส่งหญิงสาวชื่อเลดี้โรสพร้อมข้อความคุณเรียกร้องให้โดลิตเติ้ลมาเพื่อให้พยายามรักษาราชินีแห่งโรคร้าย เขาปฏิเสธในตอนแรก แต่หลังจากถูกโพลีชักชวนให้เขาต้องเริ่มพยายามสานสัมพันธ์กับเพื่อให้นมนุษย์อีกรอบในที่สุดโดลิตเติ้ลก็ตัดสินใจไป เมื่อไปถึงคุณเขาพบว่าราชินีถูกวางยาพิษโดยไนท์เชดชนิดหนึ่งที่เติมลงในชาของคุณ คุณต้องกินผลไม้มหัศจรรย์แห่งเอเดนจากแดนอันห่างไกลเพื่อให้ให้หายขาด

หลังจากโพลีเบ็ตซี่ยีราฟและตูตูสุนัขจิ้งจอกช่วยทอมมี่หนีออกจากบ้านเขาโดลิตเติ้ลและลูกเรือของสัตว์ต่างๆของโดลิตเติ้ลประกอบด้วยโพลีเควินลิงเอลเลียตและเอลซีชี – ชีกอริลลาโยชิหมีขั้วโลกพลิมป์ตัน นกกระจอกเทศ Dab-Dab เป็ดและ Mini เครื่องร่อนน้ำตาลออกเดินทางโดยหวังว่าจะพบวิธีรักษาในขณะที่พยายามหลบหนี Dr. Blair Müdflyซึ่งเป็นคู่แข่งตลอดชีวิตของ Dolittle โดลิตเติ้ลทิ้ง Jip ที่ซุ่มซ่อนของเขาและไม้เท้าไว้หลังเพื่อให้ปกป้องราชินีขณะที่เขากำลังเดินทาง ระหว่างทางเรือของ Dolittle ถูกโจมตีโดยMüdfly แต่พวกเขาสามารถหลบหนีได้โดยติดเทียมกับวาฬที่ดึงเรือไปสู่ความปลอดภัย

พวกเขาเดินทางต่อไปยังเกาะที่ลิลี่เกิด ในขณะที่พยายามขโมยสมุดบันทึกของลิลี่ซึ่งมีรายละเอียดเส้นทางไปยังต้นไม้ผลโดลิตเติ้ลถูกจับโดยกษัตริย์รัสซูลีอดีตพ่อตาของเขาและถูกขังไว้ในกรงกับแบร์รี่ซึ่งเป็นเสืออารมณ์แปรปรวนที่กำลังมองหาการอนุมัติจากแม่ของเขา เมื่อดูเหมือนว่าโดลิตเติ้ลจะถูกฆ่าชี – ชีผู้กล้าหาญก็มาถึงและทำให้แบร์รี่ไร้ทักษะ โดลิตเติ้ลและทอมมี่หลบหนีเพียงเพื่อให้ที่จะสูญแทงันทึกประจำวันของลิลี่ไปยังมุดฟลายและเรือของพวกเขาถูกทำลาย หลังจากเห็น Dolittle หงอน Rassouli ให้ยืมเรือเพื่อให้เป็นเกียรติแก่บุตรสาวของเขา

Trailing Müdfly, Dolittle และคณะเดินทางมาถึงเกาะของต้นไม้รักษาซึ่งพวกเขาได้พบกับ Ginko-Who-Soars ซึ่งเป็นมังกรที่คอยปกป้องต้นไม้ตั้งแต่สามีของคุณเสียชีวิต กิงโกะเริ่มโจมตี (แม้จะทำให้Müdflyตกลงไปในหลุมโดยไม่ได้ตั้งมั่น) ก่อนที่คุณจะล้มลงเนื่องด้วยความเจ็บปวดภายใน ดูลิตเติ้ลคิดว่าอะไรที่รังควานมังกรและดำเนินการสวนมังกร รู้สึกโล่งใจและขอบคุณ Ginko แสดง Dolittle the tree พร้อมกับการรักษา

ผู้ติดตามของ Dolittle กลับมาทันเวลาเพื่อให้รักษาราชินี ไม้เท้าของโดลิตเติ้ลเผยให้คิดว่าลอร์ดโธมัสแบดจ์ลีย์ประธานคนหนึ่งของราชินีวางยาพิษคุณเพื่อให้ชิงมงกุฎให้ตัวเองและเป็นคนที่สั่งให้มึดฟลายขัดขวางภารกิจของโดลิตเติ้ล (ซึ่งMüdflyตัดสินใจใช้โอกาสนี้เพื่อให้เอาชนะในที่สุด Dolittle). ราชินีได้จับเขาในข้อหากบฏและต้องขอบคุณ Dolittle ที่ช่วยคุณ

โดลิตเติ้ลเปิดประตูสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเขาอีกรอบตอนนี้รวมทั้งทอมมี่ในฐานะเด็กฝึกงานอย่างเป็นทางการด้วย

ในฉากเครดิตตอนกลางMüdflyที่รอดชีวิตจากการตกเขาพยายามพูดคุยกับค้างคาวที่หันกลับมาและโจมตีเขา

Continue Reading

เรื่องYou are apple of my eye

“ไม่ว่าวันและเวลาจะผ่านไปนานซักมากแค่ไหน ไม่ว่าตอนนี้คุณจะเป็นของใคร
ให้รู้เอาไว้ คุณคือสุดที่รักของผมเสมอไป”
คืนวันศุกร์ไม่รู้จะทำไรดี เลยหาหนังซักเรื่องดูก่อนนอน และและแล้วในที่สุดผมก็ได้ดูหนังสัญชาติไต้หวันเรื่องนี้สมใจอยาก หลังจากรอโอกาสมานานเหตุเพราะผมจะดูเรื่องนี้แต่ทีแรกแล้ว แต่ตอนนั้นมันมีแต่ซับจีน เกรงว่าจะดูไม่รู้เรื่อง เลยยังไม่ดู จนกระทั่งมี ซับอังกฤษ ผมไม่รอช้ารีบโหลดมาดูจนจบ
หนังที่ว่ามีชื่อเรื่องว่า You are apple of my eye : ซึ่งแปลว่า คุณคือสุด ที่รักของผม เป็นหนังแนว coming of age ตอนแรกของยอมรับ ผมไม่รู้ความหมายนึกว่าเป็นการเปรียบเทียบ ความรักเกี่ยวกับเจ้าผลแอปเปิ้ล กับ ดวงตา ไรซะอีก แต่มารู้ทีหลังมันคือสำนวนแสลง ว่า คุณคือสุดที่รักของผม
เกือบสองชั่วโมง หนังได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ ความทรงจำ มิตรภาพระหว่างเพื่อให้น ความสนุกสนาน ความรัก วันและเวลา เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเวลาที่ผ่านมา ในช่วงก่อนมหาลัย ไปสู่ช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน เหมือนๆกับไดอารี่บันทึกความทรงจำ
กลุ่มผู้ชาย 5 คน กับ หญิงสาวอีก 2 คน เปรียบเป็นเหมือนดั่งชิ้นส่วนของ ภาพจิ๊กซอว์ ที่เติมเต็มระหว่างกัน ถ้าว่ามีชิ้นไหนหายไปมันคงเป็นภาพที่ไม่บริบูรณ์ ผมเชื่อเลยว่าทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาพวกนี้มาด้วยกันแล้วทั้งนั้น ความสนุกสนานกับผองเพื่อให้นในอดีตสมัยเรียน มีวีรกรรมต่างๆเกิดขึ้นอย่างมาก มีความทรงจำที่ดี หรือแม้กระทั่งความรักก็ตาม
เมื่อถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน ต่างคนก็ไปตามความฝันหรือนาคตที่ต่างก็ขีดเขียนเอาไว้
มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอะไรที่หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวออกมา เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่คนดูสามารถจับต้องและสัมผัสกับหนังได้ง่าย ดูตามได้เรื่อยๆสนุก เพลิน ความกวนสมุทร้นของตัวละครพวกนี้ เล่นออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก ๆ พระเอกมีบุคลิกค่อนข้างกวน เกเร ทำตัวเป็นหัวโจก ร่าเริง ชอบเล่นไรเหมือนเด็ก ไม่ค่อยตั้งมั่นเรียน นางเอกเป็นคนน่ารักน่าเอ็นดูสวย ประจำห้องแถมยังเรียนเก่งอีก เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มรวมทั้งเพื่อให้นพระเอกอีก 4 คน แต่นางเอกชอบพระเอก นางเอกไม่ชอบการทำตัวไม่สนใจการเรียนของพระเอก จึงดูและเรื่องการบ้านการเรียนให้ ทั้งคู่ติวหนังสือกันทำให้พระเอกเกรดดีขึ้น ทั้งคู่เริ่มชอบกัน
ผมชอบตอนที่กลุ่มเพื่อให้นไปเที่ยวสมุทรในวันหยุดแล้วคุยกันเรื่องของอนาคตความฝัน ว่าอยากที่จะทำอะไร นางเอกบอกว่า เขาไม่ได้คาดหวังอะไร พระเอกบอกอยากเห็นโลกของเขาที่ดีมากกว่าเดิม แล้วบอกว่า นางเอกคือคนที่เผ่านาทำให้โลกของเขาเปลี่ยนไปและดีขึ้นกว่าเก่า พอจบม. ปลายต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ตามหน้าที่ มีอาชีพที่แตกต่างกัน กระทั่งงานแต่งของนางเอก พวกเขากลับมารวมตัวกันอีกทีทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
ภาพในวันวาน กลับมาอีกที รวมทั้งพระเอก ถึงแม้ว่าตอนจบเขาและคุณจะไม่ได้คู่กัน ไม่ได้ อยู่ด้วยกัน แต่อย่างน้อยที่สุด ครั้งหนึ่งในอดีตเขาและคุณก็เคยร่วมกันขีดเขียนความทรงจำที่สวยงามระหว่างกันขึ้นมา

Continue Reading

เรื่องThe Great Yokai War (2005) ตอนที่2

กับหนังฟอร์มยักษ์ของ Peter Jackson ‘The Lord of the Rings’ กันไปเลย จะว่าไป หลังจากผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็ไม่แปลกครับที่ The Great Yokai War จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ The Lord of the Rings เพราะทั้งบรรยากาศ ยุคสมัย การแต่งตัว ก็มีส่วนเหมือนอยู่เหมือนกัน หากแต่ Miike นำความถนัดของเขาในเรื่อง Fantasy / Horror นำมาผสมผสาน ระหว่างการต่อสู้ในยุคโบราณ (โดยใช้สัญลักษณ์ของ ‘ดาบ’) กับการต่อสู้ในยุคปัจจุบัน และอนาคต (ที่มีการใช้ ลำแสงเลเซอร์ เครื่องจักร และอีกนานัปประการ เป็นสัญลักษณ์) ได้อย่างเข้มข้น และสนุกจริงๆ ครับ
ในหนังเรื่องนี้ ก่อนอื่นต้องให้เครดิตกับทีมงาน ทั้งเกี่ยวกับการลำดับภาพ คอมพิวเตอร์กราฟฟิก แสง สี และเสียง ทำออกมาได้พอดี มีความยิ่งใหญ่ อลังการ และดูเนียน อย่างไม่ขัดตากันเลย ระหว่าง ยุคโบราณ ยุคปัจจุบัน และยุคอนาคต ส่วนสำหรับผู้กำกับนั้น หากเราดูโดยไม่รู้ว่า นี่คือผลงานของผู้กำกับคนใดจะเสพหนังได้อย่างอรรถรสสนุกสนานเต็มๆ ครับ (เพราะหากเรารู้ว่านี่คือ ผลงานของ Miike ผู้กำกับคนโปรดแล้ว อาจจะพาลเข้าข้าง ยกยอ เดินตัวเอียงกันไปข้างหนึ่ง ก่อนที่จะได้เสพหนังกันด้วยซ้ำ :p) ยิ่งได้รู้ว่านี่คือ หนึ่งในผลงานของ Miike ด้วยแล้ว เพื่อให้นๆ ที่ได้ดูก็คงจะแปลกใจครับ เหมือนเป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งในจินตนาการของ Miike ที่เขาถ่ายทอดมุมมอง ความสนุกสนานของ ‘เด็ก’ ได้อย่างมีกึ๋น เขาใช้เรื่องราวความรัก ระหว่าง ตา หลาน เด็กน้อย กับสัตว์เลี้ยง ที่เป็น ‘Yokai’ หรือ ‘ผี’ อย่างที่ผมกล่าวไปในตอนต้น มันมีทั้งความสนุกแบบ Adventure ไปจนถึง Drama เรียกน้ำตา ผู้ชมที่มีจิตใจแบบเด็กๆ อย่างผม ได้เลย (ฮ่า ฮ่า อันนี้เวอร์ไปหน่อย)
ปัจจุบันหนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ best Cinematography (Hideo Yomamoto) จากงาน Yokohama Film Festival ปี 2006 นี่เองครับ ก็สมควรได้รับแล้วครับ ใครได้ดูหนังแล้ว คงจะไม่ปฏิเสธกับรางวัลที่ได้ ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่าจะมีค่ายหนังที่ไหน นำมาฉายตามโรงลิโดบ้านเราบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่มี ก็คงต้องดิ้นรนหาแผ่นมาดูกันละคร๊าบบ^^

Continue Reading